Thaikids.com Thaikids.com
คุยทางไกลกับไทยคิดส์
กระดานข่าวเก่าเพื่ออ้างอิงข้อมูลเชิญทางนี้ครับ
ติดต่อเวบมาสเตอร์เชิญทางนี้ครับ
 
 ช่วยเหลือช่วยเหลือ   ค้นหาค้นหา   รายชื่อสมาชิกรายชื่อสมาชิก   กลุ่มผู้ใช้กลุ่มผู้ใช้   สมัครสมาชิกสมัครสมาชิก 
 ข้อมูลส่วนตัว(Profile)ข้อมูลส่วนตัว(Profile)   เข้าสู่ระบบเพื่อเช็คข้อความส่วนตัวเข้าสู่ระบบเพื่อเช็คข้อความส่วนตัว   เข้าสู่ระบบ(Log in)เข้าสู่ระบบ(Log in) 

"ทำเนียบศิลปิน ท้องถิ่นอัมพวา"
ไปที่หน้า 1, 2, 3, 4, 5  ถัดไป
 
สร้างหัวข้อใหม่   หัวข้อนี้ถูกล็อก คุณไม่สามารถแก้ไข หรือตอบได้    Thaikids.com -> เวทีดนตรีไทย
อ่านหัวข้อก่อนหน้า :: อ่านหัวข้อถัดไป  
ผู้ตั้ง ข้อความ
mod2



เข้าร่วม: 24 Feb 2005
ตอบ: 404

ตอบตอบเมื่อ: Mon Aug 01, 2011 11:54 pm    เรื่อง: "ทำเนียบศิลปิน ท้องถิ่นอัมพวา" ตอบโดยอ้างข้อความ

************************

"ทำเนียบศิลปิน ท้องถิ่นอัมพวา"

************************


มูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง)

จัดพิมพ์เป็นกรณีพิเศษ เนื่องในวาระ ๑๓๐ ปี ชาตกาล หลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง)

งานมหกรรมดนตรี “ศิลปบรรเลง เพลงอัมพวา ครั้งที่ ๑” ๕-๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๔



อานันท์ นาคคง เรียบเรียง


***************************************



ทำเนียบศิลปินท้องถิ่นอัมพวา
โหมโรง


สมุทรสงคราม จังหวัดเล็กๆจังหวัดหนึ่งในภาคกลางของประเทศไทย พื้นที่ปลายเส้นทางลุ่มน้ำแม่กลองที่เชื่อมต่อระหว่างแผ่นดินกับแผ่นน้ำ เป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ ภูมิอากาศและภูมิประเทศที่มีความเหมาะสมในการดำรงชีวิตที่สุขสบาย วิถีเกษตรกรรมเรือกสวนไร่นาผสมผสานหล่อเลี้ยงให้ผู้คนที่อยู่อาศัยมีความสุขสงบ สุขใจเรียบง่ายอยู่ในระบบเศรษฐกิจพอเพียง สิ่งแวดล้อมที่กล่อมเกลาให้ผู้คนมีสุนทรีย์ในชีวิต สมุทรสงครามหรือดินแดนที่ถูกเรียกขานว่า “บางช้างสวนนอก” มีรากเหง้าทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี มีผู้คนหลากหลายชาติพันธุ์ หลากหลายความเชื่อศาสนา มีสำเนียงภาษาท้องถิ่น คตินิยม ประเพณี มีศิลปวัฒนธรรมเก่าแก่ที่สั่งสมมาในเชิงทัศนศิลป์ ดุริยางคศิลป์ นาฏศิลป์ อาหารการกิน และการแสดงออกถึงอัตลักษณ์ที่เข้มแข็งของคนสมุทรสงครามมาอย่างสืบเนื่อง

ผู้คนจำนวนหนึ่งที่เกิด-ดับอยู่ในเขตพื้นที่นี้ มีความเป็นศิลปินโดยธรรมชาติ มีความคิดสร้างสรรค์ มีการสืบทอดองค์ความรู้แบบแผนการดำเนินกิจกรรมทางศิลปวัฒนธรรมกันมาช้านาน และพัฒนาวิถีชีวิตด้วยศิลปวัฒนธรรมอย่างมีคุณค่าควรแก่การกล่าวถึง

ในหนังสือเล่มนี้ ได้รวบรวมประวัติและผลงานของผู้คนจำนวนหนึ่ง คัดเลือกขึ้นเป็นคลังข้อมูลศิลปินด้านศิลปการแสดงดนตรี-นาฏศิลป์ในเขตจังหวัดสมุทรสงคราม โดยตั้งชื่อว่า “ทำเนียบศิลปินท้องถิ่นอัมพวา” ซึ่งมิได้เจาะจงเฉพาะศิลปินในเขตอำเภออัมพวาเท่านั้น หากแต่ยังครอบคลุมศิลปินในเขตอื่นๆ อำเภอเมืองสมุทรสงคราม อำเภอบางคนที กระทั่งบรรดาศิลปินที่เคยถือกำเนิดในจังหวัดสมุทรสงคราม แต่ได้ออกไปใช้ชีวิตและสร้างสรรค์ผลงานภายนอก ซึ่งมีผลในการย้อนกลับมาให้การรับรู้ของคนไทยโดยทั่วไปว่าสมุทรสงครามมีความเข้มแข็งทางทรัพยากรบุคคลมากเพียงใด เพื่อเป็นฐานข้อมูลในการศึกษาแก่ผู้สนใจ และเป็นการยกย่องเชิดชูให้กำลังใจแก่คนไทยที่ทำคุณงามความดีเพื่อแผ่นดินถิ่นกำเนิด

ดนตรีนาฏศิลป์ วัฒนธรรมร้องรำทำเพลงเกิดจากคน และหล่อเลี้ยงบำรุงสร้างคนให้มีความดีความงาม
เพลงดนตรีเกิดจากคนอัมพวา และหล่อเลี้ยงสร้างสังคมอัมพวาให้มีความดีงาม


การจัดระบบทำเนียบศิลปินท้องถิ่นอัมพวา เป็นส่วนหนึ่งของการจัดงานมหกรรมดนตรี “ศิลปบรรเลง เพลงอัมพวา ครั้งที่ ๑” โดยกลุ่มอาสาสมัครของมูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) เป็นงานเอกสารชั้นต้นและชั้นรองที่กระทำขึ้นด้วยข้อจำกัดหลายกรณี ทั้งด้านเวลา ทุนทรัพย์ และความเป็น “คนนอก” ของคณะผู้รวบรวม

การเรียบเรียงหนังสือเล่มนี้เลือกที่จะเล่าถึงศิลปินหรือผู้เกี่ยวข้องกับวงการศิลปการแสดงของสมุทรสงคราม ทั้งปี่พาทย์ เครื่องสาย แตรวง เพลงพื้นบ้าน ช่างทำเครื่องดนตรี และศิลปการแสดงที่เกี่ยวข้อง โดยพยายามจะครอบคลุมทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต เพื่อให้เห็นความต่อเนื่องของสายสาแหรกวัฒนธรรมและเชื่อมโยงบุคคลต่างๆ ผ่านเวลาและสถานที่
เพื่อให้หนังสือเป็นพื้นที่ของการอ้างอิงและการอ่านอย่างเพลิดเพลิน จึงได้ตัดสินใจแบ่งภาคออกเป็น การเล่าเรื่องบรรยายโดยการยกชื่อประวัติและผลงานมาสรุปอย่างบทความคัดย่อภาคหนึ่ง และบทความเชิงสารคดีที่ผ่านการพูดคุยด้วยน้ำเสียงของคนอัมพวาอีกส่วนหนึ่ง

แน่นอนว่าการเรียบเรียงค้นคว้าอย่างความเป็นคนนอกวัฒนธรรม และความไม่รู้มากกว่ารู้ ไม่ทันเวลามากกว่าทันเวลา ในที่สุดก็ไม่อาจทำได้ครบถ้วนกระบวนความอย่างที่ตั้งใจให้เกิดคลังข้อมูลวิชาการ แต่หวังว่าคงทำหน้าที่เริ่มต้นเป็นสะพานไม้ไผ่เล็กๆสะพานหนึ่งที่แข็งแรงมากพอจะพาให้ผู้คนทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ก้าวเดินเพื่อข้ามมิติไปถึงกันและกัน

แน่นอนว่ามีข้อบกพร่องจำนวนมากที่ต้องได้รับการขัดเกลา ปรับปรุงแก้ไข หรือหาทางชำระเพิ่มเติมในโอกาสต่อไป เจตนาสำคัญคือการเริ่มต้นของการทำงานเชิงสังเคราะห์ชุดความรู้เกี่ยวกับศิลปวัฒธรรมที่เกิดจากคนท้องถิ่นสมุทรสงครามในอดีตและปัจจุบันเพื่อส่งต่อเป็นบันไดในการแสวงหาแนวร่วมในการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมที่มีคุณค่าของท้องถิ่นนี้ในอนาคตต่อไปภายหน้า

กลุ่มผู้อ่านที่เราหวังว่าจะมีการสานต่อการทำงานชุดนี้มากที่สุดเป็นอันดับแรกคือเยาวชนไทย ที่เกิดและเติบโตอยู่ในเขตพื้นที่นี้หรือมีกิจกันเกี่ยวข้องกับสมุทรสงครามไม่ว่าจะเป็นกรณีใดๆ

ความหวังต่อจากนั้น คือหวังว่าคนไทยทั่วไปที่มีโอกาสเยี่ยมเยือนท้องถิ่นอัมพวาจะได้มีโอกาสช่วยกันอ่าน ช่วยกันทบทวนชำระแก้ไขให้ข้อมูลที่มีอยู่จำกัดนี้ขยายผลต่อไปในทางสร้างสรรค์ประโยชน์ร่วมกันมากขึ้น


รักนะจ๊ะ อัมพวา,

อานันท์ นาคคง บรรณาธิการ
๑๘ กรกฎาคม ๒๕๕๔


************************
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
mod2



เข้าร่วม: 24 Feb 2005
ตอบ: 404

ตอบตอบเมื่อ: Mon Aug 01, 2011 11:59 pm    เรื่อง: "ทำเนียบศิลปิน ท้องถิ่นอัมพวา" ตอบโดยอ้างข้อความ

สภาพลักษณะทางภูมิศาสตร์

จังหวัดสมุทรสงคราม เป็นจังหวัดเล็กๆอยู่ในเขตภาคกลางตอนล่าง บริเวณอ่าวไทยด้านตะวันตก พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่มน้ำและที่ราบชายฝั่งทะเลบริเวณปากแม่น้ำ ตัวจังหวัดอยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ ๖๕กิโลเมตร มีพื้นที่เพียง ๔๑๖,๗๐๗ ตารางกิโลเมตรหรือ ๒๖๐,๔๔๑.๘๗ ไร่ ถือว่าเป็นจังหวัดที่มีขนาดเล็กที่สุดในประเทศไทย แบ่งส่วนการปกครองออกเป็น ๓ อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองสมุทรสงคราม อำเภออัมพวา และอำเภอบางคนที โดยมีอาณาเขตติดต่อดังนี้

ทิศเหนือ ติดต่อกับจังหวัดราชบุรีและสมุทรสาคร มีคลองดอนมะโนราและลำรางห้าตำลึงในอำเภอบางคนที และอำเภอเมืองสมุทรสงครามเป็นแนวแบ่งเขต
ทิศใต้ ติดต่อกับอ่าวไทย บริเวณปากแม่น้ำแม่กลอง และจังหวัดเพชรบุรี
ทิศตะวันออก ติดต่อกับจังหวัดสมุทรสาคร มีคลองพรมแดนในจังหวัดสมุทรสงครามเป็นแนวแบ่งเขต
ทิศตะวันตก ติดต่อกับจังหวัดเพชรบุรี และ ราชบุรี มีคลองวัดประดู่ในอำเภออัมพวาเป็นแนวแบ่งเขต

ลักษณะภูมิประเทศส่วนใหญ่ของสมุทรสงครามเป็นที่ราบลุ่ม อยู่ใน ๒ ฟากฝั่งแม่น้ำแม่กลองซึ่งไหลผ่านพื้นที่จังหวัดในแนวเหนือ – ใต้ ผ่านอำเภอบางคนที อำเภออัมพวา และไหลสู่อ่าวไทยที่บริเวณอำเภอเมืองสมุทรสงคราม นับรวมความยาวของพื้นที่ชายฝั่งทะเลในจังหวัดแล้วมีมากกว่า ๒๓ กิโลเมตร นอกจากนี้ยังมีการขุดคลองต่อเชื่อมเข้ากับคลองธรรมชาติภายในจังหวัดมากกว่า ๓๓๘ สาย แม่น้ำลำคลองที่สำคัญ ได้แก่ แม่น้ำแม่กลอง และคลองดำเนินสะดวกที่ขุดขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อเชื่อมต่อแม่น้ำท่าจีน ในจังหวัดสมุทรสาคร ไปยังแม่น้ำแม่กลอง รวมระยะทางยาว ๓.๕ กิโลเมตร

ด้วยเหตุที่มีพื้นที่ติดต่อกับแม่น้ำลำคลองและชายฝั่งทะเลมากนี่เอง จึงทำให้จังหวัดสมุทรสงครามมีสภาพน้ำที่แตกต่างกันใน ๓ ลักษณะ จนเป็นที่มาของชื่อ “เมืองสามน้ำ” ได้แก่เขตน้ำเค็ม บริเวณปากอ่าวแม่กลองกับบริเวณชายฝั่งทะเลด้านตะวันออก เขตน้ำกร่อย ในตอนกลางของจังหวัดและเขตน้ำจืดทางตอนบนของจังหวัด คือ เขตอำเภอบางคนทีและอำเภออัมพวา โดยเฉพาะในเขตน้ำเค็มและน้ำกร่อย สามารถประกอบอาชีพที่เกี่ยวกับการประมงได้เป็นอย่างดี เนื่องจากสามารถเพาะเลี้ยงและจับสัตว์น้ำได้หลากหลาย รวมทั้งการทำนาเกลือสมุทรคุณภาพดี เนื่องจากมีพื้นที่ติดชายฝั่งทะเล ป่าชายเลน ที่ถือว่ามีความสำคัญต่อระบบนิเวศเป็นอย่างยิ่ง เป็นเสมือนเขื่อนป้องกันคลื่นลมจากทะเลรวมทั้งลมพายุต่าง ๆ กรองสิ่งปฏิกูลและมลพิษที่มากับกระแสน้ำ เป็นที่อยู่อาศัยและวางไข่ของสัตว์นานาชนิด ที่สำคัญคือ เป็นแหล่งยังชีพของประชาชนที่อาศัยตามริมฝั่งทะเล นอกจากนี้พื้นที่ทั้ง ๓ อำเภอของจังหวัดยังถือเป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์ เป็นพื้นดินอันเกิดจากการทับถมของตะกอนดินและทรายที่พัดมาจากต้นน้ำของแม่น้ำแม่กลอง ทำให้เป็นแหล่งอาหารของสัตว์น้ำนานาชนิด และเป็นบริเวณที่เหมาะแก่การประกอบอาชีพเกษตรกรรมประเภทสวนผลไม้ที่สำคัญ อาทิ มะพร้าว ลิ้นจี่ และส้มโอ เป็นต้น

เริ่มต้นที่แม่กลอง ถึงบางช้างสวนนอก

ไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจนทางประวัติศาสตร์ว่าจังหวัดสมุทรสงครามเกิดขึ้นเมื่อใด แต่ได้ปรากฏชื่อ “แม่กลอง” จากเอกสารบันทึกจดหมายเหตุของทูตฝรั่งเศสที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทย สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชแห่งกรุงศรีอยุธยา ดังปรากฏเป็นแผนที่โบราณ แสดงชื่อ Maeclon (แม่กลอง) ไว้ในแผนที่ ซึ่งจัดอยู่ในอาณาบริเวณทะเลปากอ่าวไทย ตรงกับตำแหน่งที่ตั้งของชุมชนแม่กลอง หรือจังหวัดสมุทรสงครามในปัจจุบัน หลักฐานอีกด้านหนึ่งคือกฎหมายตราสามดวง พระอัยการนาทหารหัวเมือง ซึ่งตราขึ้นในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ พ.ศ. ๑๙๙๘ ระบุว่า เมืองแม่กลองเป็นหัวเมืองชายทะเลฝั่งตะวันออก มี “พระสมุทรสงคราม” เป็นผู้ปกครอง

เหตุที่มีชื่อว่า “เมืองแม่กลอง” นั้น สันนิษฐานว่ามาจาก ๓ กรณีสำคัญ ได้แก่

๑. มาจากชื่อ “บ้านแม่กลอง” ซึ่งเป็นชื่อหมู่บ้านในแถบจังหวัดอุทัยธานี อันเป็นถิ่นเก่าของผู้คนส่วนใหญ่ที่อพยพย้ายเข้ามาอาศัยอยู่ในจังหวัดสมุทรสงคราม ชาวบ้านจึงได้นำชื่อแม่กลองนี้มาตั้งเป็นชื่อชุมชนรวมทั้งชื่อแม่น้ำที่อยู่ใกล้เคียงว่า “แม่น้ำแม่กลอง”

๒. เป็นคำที่เพี้ยนมาจากคำว่า “แม่คลอง” อันหมายถึง “คลองใหญ่” ที่ไหลผ่านบริเวณชุมชนสมัยนั้น

๓. มาจากข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับตำนานเรื่อง “กลอง” ขนาดใหญ่ หรือ “แม่กลอง” โดยมีข้อสันนิษฐานออกเป็น ๒ แนวทาง ได้แก่

๓.๑ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หลวงศรีสวัสดิ์ (ชื่น เทพสุวรรณ) นายอำเภอเมืองศรีสุวรรณ จังหวัดกาญจนบุรี ย้ายมาเป็นนายอำเภอแม่กลอง ได้นำซุงต้นใหญ่ที่ได้มาจากจังหวัดกาญจนบุรี มาขุดทำกลองใบใหญ่ขึ้นใบหนึ่งขึงด้วยหนังวัวกระทิงจากป่าจังหวัดกาญจนบุรี ครั้นสร้างเสร็จแล้วได้นำมาถวายที่วัดใหญ่ ตำบลแม่กลอง อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม ทางราชการจึงทำตราจังหวัดเป็นรูปกลองลอยน้ำ สองฟากฝั่งเป็นต้นมะพร้าวอันเป็นสัญลักษณ์อาชีพหลักของจังหวัด
๓.๒ มีนิยายชาวบ้านเล่าขานต่อ ๆ กันมาว่า มีกลองใบใหญ่ลอยมาติดหน้าวัดใหญ่ ชาวบ้านช่วยกันเก็บไว้ที่วัด กลองดังกล่าวยังปรากฏอยู่จนถึงปัจจุบัน และเนื่องจากกลองใบนี้เป็นกลองขนาดใหญ่มากจึงเรียกว่า “แม่กลอง”

ในทางโบราณคดี พื้นที่แม่กลองเป็นแผ่นดินที่เกิดขึ้นใหม่ ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘ หรือในสมัยกรุงสุโขทัย เนื่องจากการทับถมของโคลนตะกอนบริเวณปากแม่น้ำ เกิดเป็นที่ดอน จนกลายมาเป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำขนาดใหญ่ เพียงแต่เวลานั้นไม่ได้มีสถานะเป็นเมืองอย่างทุกวันนี้ และเหตุที่มีสภาพทางภูมิศาสตร์เป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำ มีชายฝั่งติดทะเลจึงทำให้ชุมชนในบริเวณดังกล่าวเป็นเพียงชุมชนชาวประมงเล็ก ๆ เท่านั้น ต่อมาจึงได้เริ่มมีผู้คนเข้าไปอาศัยอยู่มากขึ้น จนได้รับการยกฐานะเป็นแขวงขึ้นกับเมืองราชบุรี ในสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ชื่อว่า “แขวงบางช้าง” เป็นบริเวณที่มีความเจริญรุ่งเรืองทางการค้าและการทำกสิกรรมมาก ส่งผลให้มีประชากรอพยพย้ายถิ่นเข้าไปอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ทำให้แขวงบางช้างมีความสำคัญทางเศรษฐกิจ จนได้รับการเลือนฐานะจากทางการเป็นอำเภอ เทศบาล และจังหวัดสมุทรสงครามในที่สุด

พื้นที่นี้นอกจากจะมีความสำคัญในเชิงพื้นที่เกษตรกรรม ยังมีความสำคัญทางการเมืองการปกครองด้วย กล่าวคือ ในสมัยเริ่มต้นกรุงธนบุรี ในช่วงที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชสถาปนากรุงธนบุรีเป็นราชธานี พม่าส่งกองทัพผ่านเข้ามาถึงบริเวณตำบลบางกุ้ง พระเจ้าตากสินมหาราชทรงรวบรวมผู้คนสร้างค่ายป้องกันทัพพม่าจนข้าศึกพ่ายแพ้ไป ณ บริเวณค่ายบางกุ้ง นับเป็นการป้องกันการรุกรานของพม่าเข้ามายังไทยครั้งสำคัญในช่วงเวลานั้น
ตกมาในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ สมุทรสงครามมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “สวนนอก”

โดยคำว่าสวนนอกนี้ นายเทพ สุนทรศารทูล ผู้เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับสมุทรสงคราม สันนิษฐานถึงที่มาของคำว่าสวนนอกว่า มาจาก สมเด็จพระอมรินทรามาตย์ (นาก) มเหสีองค์แรกในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ ซึ่งมีนิวาสถานเดิมอยู่ ณ ตำบลบางช้าง (หมายถึงอำเภอบางคนทีและอำเภออัมพวารวมกัน) จังหวัดสมุทรสงคราม ทรงมีพระประยูรญาติและทรงให้กำเนิดพระราชโอรส ซึ่งต่อมา คือ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ ณ อำเภออัมพวา รวมทั้งยังทรงมีเรือกสวนอยู่ในเขตบางช้างเป็นจำนวนมาก จึงทำให้มีคำพูดติดปากกันในสมัยนั้นว่า "บางช้างสวนนอก บางกอกสวนใน" หรือ “สวนในบางกอก สวนนอกบางช้าง” หมายความว่า เรือกสวนทางบางช้างนั้น เป็นสวนอยู่บ้านนอก และบางกอกนั้นเป็นสวนใน คือ ใกล้บ้านใกล้วังของเจ้านายราชวงศ์นี้นั่นเอง โดยคำว่าสวนนอกนี้ถูกใช้กันเรื่อยมา จนมายกเลิกเอาในสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
mod2



เข้าร่วม: 24 Feb 2005
ตอบ: 404

ตอบตอบเมื่อ: Wed Aug 03, 2011 9:02 pm    เรื่อง: ตอบโดยอ้างข้อความ

เขตปกครองต่างๆของสมุทรสงครามในปัจจุบัน ได้แก่

อำเภอเมืองสมุทรสงคราม

โยกย้ายสถานที่และเปลี่ยนชื่อหลายคราว เริ่มจากชื่ออำเภอลมทวน ตั้งอยู่ที่ปากคลองลัดจวน
พ.ศ. ๒๔๑๑ เปลี่ยนชื่อเป็นอำเภอเมืองสมุทรสงคราม
พ.ศ. ๒๔๔๔ สร้างที่ว่าการอำเภอใหม่เป็นครั้งแรกริมแม่น้ำแม่กลอง ระหว่างปากคลองแม่กลองกับคลองลัดจวน ก่อนหน้านั้นนายอำเภอใช้บ้านพักเป็นที่ว่าการอำเภอ และเรียกชื่ออำเภอตามตำบลที่ตั้งบ้านนายอำเภอ เช่น บ้านนายอำเภอที่อยู่ตำบลบ้านปรก ก็เรียกว่าอำเภอบ้านปรก
พ.ศ. ๒๔๖๕ เปลี่ยนชื่อมาเป็น อำเภอแม่กลอง
พ.ศ. ๒๔๘๑ อำเภอแม่กลองเปลี่ยนชื่อเป็น อำเภอเมืองสมุทรสงคราม


อำเภอบางคนที

สมัยกรุงศรีอยุธยา พื้นที่บริเวณอำเภอบางคนทีขึ้นกับเมืองราชบุรี ต่อมาในตอนปลายสมัยกรุงศรีอยุธยาถึงสมัยกรุงธนบุรี มีเมืองแม่กลองแล้วได้ชื่อเมืองสมุทรสงครามแยกออกจากเมืองราชบุรี บริเวณอำเภอบางคนที จึงเป็นเขตติดต่อระหว่างเมืองราชบุรีกับเมืองแม่กลอง

พ.ศ. ๒๓๐๗ ก่อนเสียกรุง พระเจ้าเอกทัศน์ทรงโปรดให้กองทัพยกไปตั้งค่ายรับศึกที่ตำบลบำหรุ เมืองราชบุรี และให้จัดกองทัพเรือยกไปตั้งค่ายที่ตำบลบางกุ้ง เมืองแม่กลอง ค่ายบางกุ้ง ปัจจุบันตั้งอยู่ระหว่างวัดบางกุ้งกับวัดโบสถ์ ตำบลบางกุ้ง อำเภอบางคนที แต่ถูกกองทัพพม่าตีแตก พ.ศ. ๒๓๐๘
หลังเสียกรุง พ.ศ. ๒๓๑๐ เมื่อตั้งกรุงธนบุรี พระเจ้าตากโปรดให้ชาวจีนแถบลุ่มแม่น้ำแม่กลอง ราชบุรี กาญจนบุรี รวบรวมกำลังจัดตั้งเป็นกองทหารรักษาค่ายบางกุ้งเรียกว่า ค่ายจีนบางกุ้ง พม่ายกทัพมาตีค่ายจีนบางกุ้งอีกก็พ่ายแพ้กลับไป
พ.ศ. ๒๓๑๗ พม่าได้ยกทัพมาตีอีก ครั้งนี้พระเจ้าตากสินยกกองทัพเรือมาด้วยพระองค์เองและหยุดพักเสวยพระกระยาหารที่กลางค่ายบางกุ้งก่อนยกไปตีทัพพม่าที่บางแก้ว เมืองราชบุรี จนแตกพ่ายกลับไปอีกครั้ง

ในสมัยรัชกาลที่ ๕ พื้นที่เขตอำเภอบางคนทีรวมอยู่กับอำเภอดำเนินสะดวก ตั้งเป็นอำเภอริมคลองแพงพวย เรียกว่า อำเภอแพงพวย ขึ้นกับจังหวัดราชบุรี
ครั้น พ.ศ. ๒๔๔๐ ราชการให้ยุบอำเภอแพงพวย ตั้งเป็นอำเภอใหม่แยกเป็น ๒ อำเภอ คือ อำเภอสี่หมื่น กับ อำเภอดำเนินสะดวก
ต่อมา พ.ศ. ๒๔๕๔ ให้ยุบอำเภอสี่หมื่น แล้วย้ายที่ว่าการอำเภอใหม่ไปตั้งที่ริมฝั่งแม่น้ำแม่กลองด้านตะวันออก ตำบลกระดังงา ใต้ปากคลองบางคนที เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น อำเภอบางคนที
พ.ศ. ๒๕๓๒ สร้างที่ว่าการอำเภอใหม่เป็นอาคารถาวรจนกระทั่งปัจจุบันนี้


อำเภออัมพวา

ชุมชนเก่ามีมาก่อนตั้งแต่ยุคต้นกรุงศรีอยุธยา มีผู้คนตั้งถิ่นฐานอยู่ไม่มากนัก ต่อมาเมื่อเสียกรุงศรีอยุธยา เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๑๐ ได้มีผู้อพยพมาตั้งถิ่นฐานมากขึ้น เพราะเป็นทำเลที่เหมาะแก่การเพาะปลูกและอยู่อาศัย
ที่ว่าการอำเภอยุคแรกอาศัยศาลาการเปรียญของวัดอัมพวันเจติยาราม ต่อมาได้ย้ายข้ามคลองไปอยู่ที่ศาลาการเปรียญวัดท้ายตลาด ตำบลบางกะพ้อม ครั้งสุดท้ายได้ย้ายมาอยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำแม่กลองจนถึงปัจจุบัน แต่คงใช้ชื่อ อัมพวา เพราะบริเวณนี้เดิมเป็นเรือกสวนมีสวนมะม่วงอยู่เป็นจำนวนมาก

อัมพวา เป็นคำเรียกชื่อไม้พุ่มขนาดกลาง ชอบขึ้นริมน้ำ ผลคล้ายกะหรี่ปั๊บ กินได้ (พจนานุกรมฉบับมติชน พ.ศ. ๒๕๔๗)

อัมพวัน แปลว่าป่ามะม่วง, สวนมะม่วง, มีรากจากภาษาบาลีว่า อมฺพ (อ่านว่า อำ-พะ) แปลว่าต้นมะม่วง, ผลมะม่วง กับคำ วน (อ่านว่า วะ-นะ) แปลว่า ป่า, ป่าไม้, หรือสวนก็ได้ (พจนานุกรมบาลี-ไทย ฉบับภูมิพโลภิกขุ ฉบับพิมพ์ครั้งที่สอง พ.ศ. ๒๕๔๗)

สถานที่ที่พระพุทธเจ้าเคยประทับชื่อ อัมพวัน แปลว่า ป่ามะม่วง ในศิลาจารึกของพญาลิไท แห่งกรุงสุโขทัย เมื่อเสด็จบรรพชา พ.ศ. ๑๙๐๕ มีชื่อสถานที่เป็นภาษาไทยว่า ป่ามะม่วง แล้วแปลเป็นคำบาลีว่า อมฺพวเน





ศิลปิน เป็นผู้ประกอบศิลปะ ทำงานเชิงสุนทรียะ ยกระดับจิตใจให้เพื่อนมนุษย์และสังคมมีความสุขรื่นรมย์ งานสร้างสรรค์ในทางศิลปะมีหลายแขนง อาทิ ดุริยางคศิลป์ นาฏศิลป์ ทัศนศิลป์ วรรณศิลป์ เรขศิลป์ มัณฑนศิลป์ ซึ่งล้วนแล้วแต่ต้องใช้พลังการสร้างสรรค์ทั้งในเชิงสติปัญญาและกำลังกายใจ ใช้เวลา ใช้ทุนทางสังคม ทุนทางวัฒนธรรม ตลอดจนถึงทุนทรัพย์ในการผลิตผลงาน การเกิดและพัฒนาศิลปินมีทั้งการพัฒนาด้วยสิ่งแวดล้อมและการเรียนรู้ผ่านระบบการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาในระบบหรือนอกระบบ

อัมพวา แม่กลอง บางช้างสวนนอก นอกจากจะอุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศอันเอื้อต่อวิถีชีวิตที่ผาสุขของผู้คน ยังเป็นแหล่งกำเนิดของศิลปินรุ่นแล้วรุ่นเล่า ศิลปินสมุทรสงครามมิใช่เพียงแต่สร้างสรรค์สิ่งที่เป็นประโยชน์กับท้องถิ่นของตัวเท่านั้น หากแต่ยังมีอิทธิพลส่งผลไปถึงท้องถิ่นอื่นๆในสังคมมุมกว้างด้วย

มาค้นหาอดีตและอนาคตของศิลปินถิ่นอัมพวาร่วมกันในโลกปัจจุบัน

เชิญอ่านอดีตและอนาคตของศิลปินถิ่นอัมพวาร่วมกันในโลกปัจจุบัน
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
mod2



เข้าร่วม: 24 Feb 2005
ตอบ: 404

ตอบตอบเมื่อ: Fri Aug 05, 2011 12:05 am    เรื่อง: ตอบโดยอ้างข้อความ

หลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ๒๔๒๔ -๒๔๙๗

มหาดุริยกวีลุ่มเจ้าพระยาแห่งอุษาคเนย์




จางวางศร ศิลปบรรเลง

หลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ดุริยกวี 5 แผ่นดิน ชื่อเดิม ศร เกิดในสมัยรัชกาลที่ ๕ เมื่อวันที่ ๖ สิงหาคม ๒๔๒๔ ที่ตำบลดาวดึงส์ อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม เป็นบุตรชายคนเล็กของครูปี่พาทย์ชาวบางช้างชื่อสิน และ นางยิ้ม มีพี่ชายชื่อ สุวรรณ เป็นนักดนตรีและคนระนาดเอกฝีมือดีคนหนึ่ง มีฉายาที่เรียกกันว่า “ปลัดกรมสุวรรณ” (ไม่ทราบว่ากรมใด สันนิษฐานว่าคงจะเป็นกำลังสำคัญของบิดาในวงปี่พาทย์ จึงถูกเรียกขานเป็นฉายาว่า“ปลัดกรมสุวรรณ”) พี่ชายถึงแก่กรรมตั้งแต่วัยหนุ่ม เป็นที่น่าเสียใจของครอบครัวเป็นอย่างยิ่ง หากแต่เด็กชายศรคนนี้ ต่อมาได้สานต่อความหวังตั้งใจของครูสิน ในการที่จะสืบทอดมรดกดนตรีต่อไปได้

เมื่อวัยเยาว์ท่านบิดาได้นำไปฝากเรียนท่านพระครูที่วัดใกล้บ้านเพื่อศึกษาวิชาหนังสือไทย ประกอบกับเด็กชายศรเป็นคนมีพรสวรรค์ทางดนตรี สามารถตีฆ้องวงใหญ่ได้เองตั้งแต่อายุ ๕ ขวบ โดยแอบเล่นฆ้องวงเองในวันพระที่ปกติคนปี่พาทย์จะไม่รับงานหรือซ้อมดนตรีกัน ในที่สุดเมื่อทราบความ ครูสินจึงได้ฝึกสอนวิชาดนตรีไทยให้อย่างจริงจัง เริ่มเรียนปี่พาทย์เมื่ออายุ ๑๑ ปี ตีระนาดไหวจัดมาตั้งแต่เด็ก ครูสินผู้ถ่ายทอดวิชาปี่พาทย์ให้จนกระทั่งมีความสามารถในการประชันวงถึงขั้นมีชื่อเสียงไปทั่วลุ่มแม่น้ำแม่กลอง





ในพ.ศ. ๒๔๔๓ เมื่อ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช หรือ “สมเด็จวังบูรพา” เจ้าของวังบูรพาภิรมย์ เสด็จประพาสเมืองราชบุรีเพื่อเตรียมการรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว นายศรได้มีโอกาสแสดงฝีมือระนาดเอกถวายจนเป็นที่พอพระทัย สมเด็จวังบูรพาจึงทรงขอตัวนายศรจากครูสินให้ตามเสด็จฯเข้ามาอยู่กรุงเทพฯ ในวังบูรพาภิรมย์ ทรงประทานตำแหน่ง “จางวางมหาดเล็ก” ข้าในกรมฯ ในสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยาภานุพันธุวงศ์วรเดชฯ


สมเด็จวังบูรพาฯ

เมื่อมาอยู่วังบูรพาภิรมย์แล้ว ได้เรียนวิชาดนตรีกับครูหลายท่าน อาทิ ครูช้อย สุนทรวาทิน, ครูแปลก (พระยาประสานดุริยศัพท์–แปลก ประสานศัพท์) ครูเพชร จรรย์นาฎย์ ตลอดจนครูดนตรีอีกหลายท่าน ภายหลังได้ศึกษาเพลงมอญเพิ่มเติมกับ ครูสุ่ม เจริญดนตรี

จางวางศรเป็นผู้กอปรไปด้วยทั้งสติปัญญาและไหวพริบปฏิภาณสามารถประดิษฐ์คิดค้นสิ่งใหม่ๆเสมอ สมเด็จวังบูรพาทรงโปรดฝีมือทางดนตรีของจางวางศรมาก ในปี พ.ศ.๒๔๔๓ ทรงจัดให้จางวางศรซึ่งขณะนั้นอายุ ๑๙ ปี ได้ตีระนาดประชันกับนายแช่ม (พระยาเสนาะดุริยางค์) คนระนาดเอกของกรมพิณพาทย์หลวงซึ่งมีอายุ ๓๔ ปี นับเป็นการประชันระนาดเอกอย่างเป็นทางการครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติการดนตรีไทยและผลการประชันเป็นที่กล่าวขวัญกันมาอีกช้านาน

เมื่ออายุครบอุปสมบท สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยาภานุพันธุวงศ์วรเดช ได้ทรงพระกรุณาจัดการให้จางวางศรได้อุปสมบท ณ วัดบวรนิเวศวิหาร โดยมีสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรสทรงเป็นพระอุปัชฌาย์ จางวางศรได้มีโอกาสศึกษาพระธรรมวินัย สอบไล่ได้หลักสูตรนักธรรมตรีชั้นเอกของสนามวัด เมื่อบวชครบพรรษา แล้ว จึงได้ลาสิกขากลับมาปฏิบัติงานตามปกติ ต่อมาได้แต่งงานกับนางสาวโชติ หุราพันธ์ มีบุตร ๔ คนคือ ชิ้น, บรรเลง, ประสิทธิ์ และชัชวาลย์ ภรรยาคนที่สองชื่อนางสาวฟู หุราพันธ์ มีบุตร ๔ คน คือ ภัลลิกา, ขวัญชัย, สมชาย และสนั่น ศิลปบรรเลง
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
mod2



เข้าร่วม: 24 Feb 2005
ตอบ: 404

ตอบตอบเมื่อ: Sat Aug 06, 2011 12:46 am    เรื่อง: ตอบโดยอ้างข้อความ

ในปี พ.ศ. ๒๔๕๑ จางวางศรได้ติดตามสมเด็จวังบูรพาฯไปเยือนประเทศอินโดนีเซีย เ รียนรู้ดนตรีกาเมลัน ได้นำเพลงชวามาปรับปรุงเป็นไทยสำเนียงชวาหลายเพลง เช่น บูเซ็นซ็อค, สะมารัง, บูกันตูโมะ และนำเครื่องดนตรีเขย่ากระบอกไม้ไผ่ของชวามาปรับปรุงใช้ในเมืองไทย คือ อังกะลุง ซึ่งได้รับความนิยมมาจนถึงทุกวันนี้

ในปี พ.ศ. ๒๔๕๗ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๖ เสด็จเลียบมณฑลปักษ์ใต้ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ายุคลฑิฆัมพร กรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ทรงเป็นอุปราชมณฑลปักษ์ใต้ มีหน้าที่เตรียมงานรับเสด็จที่เมืองนครศรีธรรมราช จึงได้กราบบังคมทูลต่อสมเด็จวังบูรพาฯ ขอพระราชทานวงดนตรีจากกรุงเทพมหานคร โปรดให้จางวางศรเป็นผู้ควบคุมวงและเตรียมเพลงไว้รับเสด็จ จางวางศรได้แต่งเพลงเขมรเลียบพระนคร เถา ประดิษฐ์ทางพิเศษเป็นทางกรอขึ้นถวาย เทคนิคการกรอระนาดที่ให้เสียงนุ่มนวลไพเราะนี้เป็นที่นิยมมาจนถึงปัจจุบัน

สมเด็จวังบูรพาฯ ทรงประทานนามสกุล “ศิลปบรรเลง” แปลว่า ความรู้แห่งเสียงดนตรี ให้แก่จางวางศร เมื่อวันที่ ๑๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๕๘

พ.ศ. ๒๔๖๘ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จางวางศรเข้าไปบรรเลงปี่พาทย์ร่วมกับการแสดงโขนบรรดาศักดิ์ ต่อมาได้รับพระราชทานยศเป็นหุ้มแพร และในสมัยรัชกาลที่ ๖ นี้เอง ที่จางวางศรได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น “หลวงประดิษฐไพเราะ” เมื่อวันที่ ๒๗ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๖๘ ต่อมาท่านได้รับผิดชอบควมคุมวงดนตรีที่วังลดาวัลย์ หรือ วังบางคอแหลม ของสมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ ครั้งนี้ท่านประดิษฐ์ทางเพลงขึ้นใหม่เช่น เพลงแขกลพบุรีทางวังบางคอแหลม เพลงเชิดจีนทางวังบางคอแหลม เป็นต้น ต่อให้กับวงบางคอแหลมเป็นที่เลื่องลือ

สมัยรัชกาลที่ ๗ ปีพ.ศ. ๒๔๖๙ หลวงประดิษฐไพเราะได้เข้ารับราชการในกรมปี่พาทย์และโขนหลวง กระทรวงวัง มีโอกาสถวายการสอนดนตรีให้กับพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวตลอดจนช่วยงานพระราชนิพนธ์เพลงไทย ได้แก่ เพลงราตรีประดับดาวเถา เพลงเขมรลออองค์ และเพลงโหมโรงคลื่นกระทบฝั่ง

ต่อมา วันที่ ๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๗๒ ได้รับพระราชทานเหรียญตราดุษฎีมาลาเข็มศิลปวิทยา และได้รับพระราชทานตราเบญจมาภรณ์มงกุฎไทย ในพ.ศ ๒๔๗๓ ตามลำดับ และรับตำแหน่งปลัดกรมปี่พาทย์และโขนหลวง เงินเดือน ๑๕๐ บาท นอกจากนี้ ยังได้ตามเสด็จล้นเกล้ารัชกาลที่ ๗ ครั้งเสด็จประพาสอินโดจีนในปีพ.ศ. ๒๔๗๒ - ๒๔๗๓ ทรงโปรดเกล้าให้พำนักอยู่ที่เขมรระยะหนึ่ง เพื่อช่วยสอนและปรับวงให้กับวงดนตรีแห่งราชสำนักของพระเจ้ามณีวงศ์ ที่กรุงพนมเปญ เมื่อกลับมาก็ได้ประดิษฐ์เพลงไทยสำเนียงเขมรหลายเพลง เช่น ขะแมร์กอฮอม, ขะแมร์ซอ, ขะแมร์ธม

ในปี พ.ศ.๒๔๗๓ - ๒๔๘๕ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงจัดให้มีคณะกรรมการตรวจสอบและบันทึกเพลงไทยเป็นโน้ตสากลโดยมีพระเจนดุริยางค์ (ปิติ วาทยกร) รับผิดชอบงานบันทึกตัวโน้ตสากล หลวงประดิษฐไพเราะเป็นผู้บอกทางเพลง ตลอดจนร่วมทำงานดังกล่าวกับครูดนตรีอีกหลายท่าน อาทิ พระยาเสนาะดุริยางค์ (แช่ม สุนทรวาทิน), พระยาภูมีเสวิน (จิตร จิตตเสวี), พระเพลงไพเราะ (โสม สุวาทิต), จางวางทั่ว พาทยโกศล, ขุนสมานเสียงประจักษ์ (เถา สินธุนาคร, ขุนสำเนียงชั้นเชิง (มล โกมลรัตน), หลวงบำรุงจิตรเจริญ (ธูป สาตรวิไล), ครูพิษณุ แช่มบาง, ครูโฉลก เนตตะสูต, ครูมนตรี ตราโมท, ครูเทียบ คงลายทอง เป็นต้น โน้ตเพลงเหล่านี้ถือเป็นเสมือนคัมภีร์สำคัญของวงการดนตรีไทยมาจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ท่านเองยังได้คิดค้นวิธีบันทึกโน้ตระบบเลข ๙ ตัว เพื่อใช้ในการเรียนการสอนของนักเรียนเครื่องสายหัดใหม่อย่างได้ผลอีกด้วย

พ.ศ. ๒๔๗๕ หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง ได้รับการโอนย้ายมาทำงานที่แผนกดุริยางคศิลป์ กรมศิลปากร ในรัชกาลที่ ๘ และเกษียณอายุราชการในตำแหน่งหัวหน้าแผนกดุริยางค์ไทย กรมศิลปากร ใน พ.ศ.๒๔๘๔ หลังจากนั้นท่านใช้ชีวิตวัยหลังเกษียณฯกับการสอนวิชาดนตรีที่สำนักบ้านบาตรและที่สามัคยาจารย์สมาคมซึ่งเปรียบเสมือนการเตรียมพัฒนาครูดนตรีไทยทั้งนอกระบบและในระบบไปรับใช้สังคมอนาคตเบื้องหน้าของท่าน

ผลงานเพลงของหลวงประดิษฐไพเราะได้ประพันธ์ไว้จำนวนมาก มีหลายประเภทด้วยกัน เพลงประเภทโหมโรงมีโหมโรงกระแตไต่ไม้ โหมโรงปฐมดุสิต โหมโรงนางเยื้อง โหมโรงศรทอง โหมโรงบางขุนนนท์ โหมโรงประชุมเทวราช โหมโรงม้าสบัดกีบ โหมโรงบูเซ็นซอก เป็นต้น ส่วนประเภทเพลงเถา เช่น กระต่ายชมเดือนเถา ขอมทองเถา เขมรปากท่อเถา เขมรราชบุรีเถา แขกโอดเถา ครวญหาเถา จีนลั่นถันเถา ชมแสงจันทร์เถา เต่าเห่เถา นกเขาขะแมร์เถา พราหมณ์ดีดน้ำเต้าเถา มุล่งเถา แมลงภู่ทองเถา แสนคำนึงเถา ยวนเคล้าเถา ลาวเสี่ยงเทียนเถา ไส้พระจันทร์เถา ระส่ำระสายเถา ครุ่นคิดเถา โอ้ลาวเถา ช้างกินใบไผ่เถา ระหกระเหินเถา สาวเวียงเหนือเถา สาริกาเขมรเถา พระอาทิตย์ชิงดวงเถา กราวรำเถา แขไขดวงเถา ล่องเรือเถา กำสรวลสุรางค์เถา แขกไทรเถา สุรินทราหูเถา เขมรภูมิประสาทเถา

ส่วนเพลงอัตราสามชั้นที่หลวงประดิษฐไพเราะได้ประพันธ์ขึ้นมาใหม่ได้แก่ ดอกไม้ทอง ใบ้คลั่ง เทพรำพึง ฝรั่งรำเท้า ตับขะแมร์กอฮอม ฝรั่งจรกา จีนนำเสด็จ เป็นต้น

หลวงประดิษฐไพเราะได้แต่งเพลงสี่ชั้น ซึ่งถือว่าเป็นเพลงอัตราพิเศษที่ได้ประดิษฐ์ขึ้นใหม่ เช่น แขกพราหมณ์ ดาวจรเข้ สุรินทราหู เขมรไทรโยค แนวดนตรีที่เกิดขึ้นใหม่อีกอย่างหนึ่งก็คือ เพลงทางเปลี่ยน จากโครงสร้างทำนองเดิมเป็นทำนองใหม่ที่เกิดความหลากหลาย เช่น เพลงช้าปี่ ดำเนินทราย ตามกวาง ทองย่อน พราหมณ์ดีดน้ำเต้า สร้อยทอง นกจาก เป็นต้น

ในฐานะผู้มีความสามารถในการตีระนาดเอกเป็นทุนเดิม หลวงประดิษฐไพเราะได้คิดพัฒนาเทคนิคในการเล่นระนาดขึ้นมาต่อยอดจากโบราณาจารย์ เช่น การกรอเสียงยาวอย่างนุ่มนวล การสะบัดสามเสียงที่คมคายสะดุดหู การขยี้เพิ่มพยางค์ดนตรีให้ละเอียดขึ้น การรัวการกวาด การใช้มิติน้ำหนักอ่อนแก่ในการลงน้ำหนักหัวไม้ระนาด การจับไม้ระนาดที่เปลี่ยนรูปแบบการวางนิ้วและการกำไม้ซึ่งถือว่าเป็นการปฏิวัติเสียงระนาดขึ้นจากสมัยโบราณ

นอกจากนี้หลวงประดิษฐไพเราะยังทำให้ระนาดมีบทบาทสำคัญในวงปี่พาทย์อีกด้วย เพลงเดี่ยวระนาดที่ท่านสร้างขึ้นมากมาย อาทิ อาหนูระนาดสองราง ต่อยรูป ลาวแพน พญาโศก ลาวแพน กราวใน เชิดนอก แขกมอญ หกบท ม้าย่อง ฯลฯ เป็นการแสดงศักยภาพของเสียงระนาดที่สำคัญมากในเชิงวรรณคดีดนตรีไทย

หลวงประดิษฐไพเราะมีลูกศิษย์จำนวนมาก ถือว่าเป็นครูดนตรีไทยที่มีลูกศิษย์มากที่สุดคนหนึ่งในยุครัตนโกสินทร์ก็ว่าได้ ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีในโลกดนตรีไทย หลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ทำหน้าที่ครูผู้ให้วิชาความรู้แก่ลูกศิษย์มากมาย ทั้งในการต่อเพลงอย่างจริงจังคือเริ่มต้นจากการรับเป็นลูกศิษย์เบื้องต้น ค่อยเรียนค่อยรู้ ค่อยสอนค่อยสั่ง ไปทีละขั้นตอน จนถึงการช่วยชี้แนะเคล็ดวิชาหรือต่อเพลงระดับสูงให้แก่นักดนตรีที่มีวิชาความรู้ความสามารถมาอย่างโชกโชนก่อนที่จะมาพบกับท่านแล้ว รวมไปถึงศิษย์ประเภทครูพักลักจำอีกมากที่ผ่านไปผ่านมาในเส้นทางชีวิตและเวลาอันยาวนาน


ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
mod2



เข้าร่วม: 24 Feb 2005
ตอบ: 404

ตอบตอบเมื่อ: Sun Aug 07, 2011 12:05 am    เรื่อง: ตอบโดยอ้างข้อความ

ต่อไปนี้เป็น ทำเนียบนามศิษย์หลวงประดิษฐไพเราะฯที่ทางมูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะฯเ คยรวบรวมไว้เบื้องต้นเมื่อครั้งงาน ๑๒๐ ปีเกิดของท่าน พ.ศ. ๒๕๔๔ ยังต้องการชำระข้อมูลเพื่อความถูกต้องต่อไป


ปี่ใน สุข นักดนตรี (สมุทรสงคราม), ต๋วม สาดวง (คนปี่ประชัน), แป๋ว (ปี่มอญวัดไตรมิตร), ทองอ่อน ช่างสุพรรณ (วังบูรพา), วัง นิรุธ, บาง หลวงสุนทร (สมุทรสงคราม), ผวน บุญจำเริญ (พระนครศรีอยุธยา), บุญช่วย (คนปี่มอญ), สมบัติ สุทิม, สำรวย งามชุ่ม, เอก แก้วกระมล (อ่างทอง), กาหลง พึ่งทองคำ (นนทบุรี), อาบ ร่มโพธิ์, ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ (สมุทรสงคราม), ดวงจันทร์ นักดนตรี (สมุทรสงคราม), ไกร โปร่งน้ำใจ (สมุทรสงคราม)

ระนาดเอก ขวัญชัย ศิลปบรรเลง, ประสิทธิ์ ศิลปบรรเลง, ชิ้น ศิลปบรรเลง, ลาภ ณ บรรเลง, คืบ ณ บรรเลง,จรัล (พระราชสุทธิญาณมงคล - จรัญ ฐิตธมโม), จรัล กลั่นหอม (สมุทรปราการ), จางวางผาด ปัญจโกวิทย์ (วังบางคอแหลม), เจริญ แรงเพชร (นครปฐม), เจริญ นักดนตรี (อ่างทอง),ใจ ทองมินท์ (บ้านหน้าวังบูรพาฯ), ชง่อน หงส์ทอง (จันทบุรี), เจียน มาลัยมาลย์, ชั้น ดุริยประณีต (บางลำพู), ชื้น ดุริยประณีต (บางลำพู),ใจ พึ่งพูนวุฒิ, ถุงเงิน ทองโต (สิงห์บุรี), ทวี พิณพาทย์เพราะ (พระนครศรีอยุธยา), ทองต่อ (โองการ) กลีบชื่น, บัว แสงจันทร์ (สุพรรณบุรี), บุญยงค์ เกตุคง, บุญธรรม คงทรัพย์ (สมุทรปราการ), ปน ว่านม่วง, ประสิทธิ์ ถาวร, ประยงค์ รามวงศ์ (ลพบุรี), ประเสริฐ สดแสงจันทร์ (สุพรรณบุรี), เผือด นักระนาด (สมุทรสงคราม), พิมพ์ นักระนาด (สมุทรสงคราม), รวม พรหมบุรี (ราชบุรี), สกล แก้วเพ็ญกาศ (นนทบุรี), สวิต วงศ์บุญลือ, สวัสดิ์ นิลสกุล, สุพจน์ โตสง่า, สุรพงษ์ พิจิตรคุรุการ, สุรินทร์ อุดมสวัสดิ์ (สมุทรสงคราม), แสวง คล้ายทิม (พระนครศรีอยุธยา),สนม (พินิจ) ฉายสุวรรณ (พระนครศรีอยุธยา), สำรวย แก้วสว่าง (อ่างทอง), อุทัย แก้วละเอียด (สมุทรสงคราม), วิเชียร สาระเดช, ศิริ นักดนตรี (สมุทรสงคราม), สำรวย งามชุ่ม, สังเวียน พงษ์ดนตรี (พระนครศรีอยุธยา), เสนาะ หลวงสุนทร, รอด อักษรทับ, สว่าง สอนเสนาะ (พระนครศรีอยุธยา), ไพฑูรย์ จรรย์นาฎย์ (พระนครศรีอยุธยา), สืบสุด ดุริยประณีต (บางลำพู), ศรี (วัดบวรนิเวศ), สวง ศรีผ่อง

ฆ้องวงใหญ่ ปริก หะสิตเสน, บุญธรรม (มนตรี) ตราโมท, กิ่ง พลอยเพชร, จำรัส เพชรยวง, ช่วย (ลพบุรี),ช่อ อากาศโปร่ง (นครสวรรค์), ถวิล อรรถกฤษณ์ (พระนครศรีอยุธยา), ทองสุข กลีบชื่น, น้ำว้า ร่มโพธิ์ทอง (ลพบุรี), ถีร์ ปี่เพราะ, ละม่อม (สุวัฒน์) พุ่มเสนาะ, ไมตรี พุ่มเสนาะ, สมาน ทองสุโชติ, สนั่น ศิลปบรรเลง, สมภพ ขำประเสริฐ, สุบิน จันทร์แก้ว (อ่างทอง), หยด ผลเกิด, สำรวย งามชุ่ม, เชื้อ ดนตรีรส, กาหลง พึ่งทองคำ (นนทบุรี), ประคอง วิสุทธิวงศ์ (สุพรรณบุรี), แมว โตสง่า, พริ้ง กาญจนผลิน, สว่าง สอนเสนาะ (พระนครศรีอยุธยา), นิคม สาคริก

ฆ้องวงเล็ก ต้อน ทองโต (สิงห์บุรี), ฉลาก โพธิ์สามต้น (อยุธยา), ชุบ ราศรีคง (สิงห์บุรี), โสภณ ซื่อต่อชาติ

ฆ้องมอญ ล่ำ ศรีบุญเรือง (วัดหัวลำโพง), ประถม นักปี่ (สมุทรสงคราม)

ระนาดทุ้ม ทองต่อ (โองการ) กลีบชื่น, สงัด ยมะคุปต์, สวง แสงเรืองรอง, ปรุง นักดนตรี, ชฎิล นักดนตรี, บรรเลง สาคริก, บุญยัง เกตุคง, ประมวล อรรถชีพ, สมภพ ขำประเสริฐ, นิคม สาคริก


ขับร้อง คุณหญิงรามบัณฑิตสิทธิเศรณี (เยี่ยม สุวงศ์), พระพรหมปรีชา (กลิ่น จันทร์เรือง), จมื่นมานิตยนเรศ (เฉลิม เศวตนันท์), จันทนา พิจิตรคุรุการ, จันทร์ โตวิสุทธิ์, จิ้มลิ้ม กุลตัณฑ์, เจ้าเครือแก้ว ณ เชียงใหม่, แช่มช้อย ดุริยประณีต, เชื้อ นักร้อง, ท้วม ประสิทธิกุล, ทองดี ศุณะมาลัย, ประชิต ขำประเสริฐ, ละม่อม อิศรางกูร, องุ่น บัวเอี่ยม (นนทบุรี), ศรีนาฎ เสริมศิริ, ทองสุข กลีบชื่น, บรรเลง สาคริก, ฟ้อย ทองอิ่ม (พระนครศรีอยุธยา), ศิริกุล นักดนตรี (สมุทรสงคราม), สำเภา (ตลาดเสาชิงช้า), แสวง วิเศษสุด, สุคนธ์ พุ่มทอง, ละม่อม บูรณพิมพ์


เครื่องสาย จันทร์ โตวิสุทธิ์, พูล ประสิทธิกุล, จำนง ส่งศรีวัฒน์, ชิ้น ศิลปบรรเลง, เตียง ธนโกเศศ, นิภา อภัยวงศ์, บรรเลง สาคริก, ฟุ้ง บัวเอี่ยม, ภัลลิกา ศิลปบรรเลง, ระพี สาคริก, วิเวก จุลมากร, แสวง วิเศษสุด, โสภณ ซื่อต่อชาติ, แสวง อภัยวงศ์, อุทิศ นาคสวัสดิ์ (สมุทรสงคราม), มนัส จรรยงค์, เล็ก ฑีฆะกุล, ลาภ มณีดา (คุรุสภา)

ซอด้วง พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว, ประกอบ สุกัณหะเกตุ, วัน อ่อนจันทร์, จำนง ส่งศรีวัฒน์

ซออู้ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี, ฟุ้ง บัวเอี่ยม (นนทบุรี), จำนง ส่งศรีวัฒน์

ซอสามสาย พระองค์เจ้าปฤษฎางค์, ดร.อุทิศ นาคสวัสดิ์ (สมุทรสงคราม), ฉันทิชย์ กระแสสินธุ์

จะเข้ ไพฑูรย์ ณ มหาชัย, บรรเลง สาคริก, แสวง อภัยวงศ์, ภัลลิกา ศิลปบรรเลง, ฟุ้ง ศรีวิจารณ์

ขิม พุฒ นันทพล, มล.ชัชชรินท์ มนตรีกุล ณ อยุธยา (หูหนวกสนิท ต่อกราวใน), บรรเลง ศิลปบรรเลง, จำนง ส่งศรีวัฒน์

เปียโน ชาลี ศิลปี, สุมิตรา สุจริตกุล

ไวโอลิน ภัลลิกา ศิลปบรรเลง, ระพี สาคริก, เหม เวชกร

ขลุ่ย สงบ สวนศิริ, ดร.อุทิศ นาคสวัสดิ์ (สมุทรสงคราม)

เครื่องหนัง บุญมาก อนันต์ศัพท์, ศิริ คชมุทิ (วังบูรพาฯ), ชะล่า ริดมาก (วังบางคอแหลม), พริ้ง กาญจนผลิน, โม ปลื้มปรีชา, สวง เกิดผล, สำราญ (คนตะโพน วัดเทพศิรินทร์), นิคม สาคริก, เยื่อ อุบลน้อย (เพชรบุรี)

อังกะลุง เอื้อน ดิษฐเชย, ฟุ้ง-องุ่น บัวเอี่ยม (นนทบุรี)


ลูกศิษย์ของท่านได้เติบโตออกไปสร้างสรรค์ผลงานและเป็นกำลังหลักของวงการดนตรีไทยสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน บทเพลงทางบรรเลงขับร้องของท่าน พิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับดนตรีไทย ขนบประเพณีดนตรีไทย บรรดาลูกศิษย์ได้นำวิธีการของหลวงประดิษฐไพเราะฯมาเป็นแบบฉบับ จึงถือว่าหลวงประดิษฐไพเราะฯเป็นผู้วางรากฐานความรู้และเป็นผู้มีอิทธิพลต่อวงการดนตรีไทยสูงสุดท่านหนึ่ง

หลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ล้มป่วยด้วยโรคลำไส้ และโรคหัวใจ ท่านถึงแก่กรรมด้วยอาการสงบเมื่อวันที่ ๘ มีนาคม พ.ศ.๒๔๙๗ ตรงกับสมัยรัชกาลที่ ๙ สิริรวมอายุได้ ๗๒ ปี ๗ เดือน ๒ วัน



งานไหว้ครูบ้านบาตร พ.ศ. ๒๔๘๕

มรดกของท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะฯ ที่ฝากไว้ในโลกดนตรีและสังคมไทย นอกจากบทเพลงจำนวนมากจากมันสมองอัจฉริยะ เครื่องดนตรีจำนวนหนึ่งที่มีชื่อเสียงในฐานะของรักคู่มือ และความรู้ความสามารถในการเป็นผู้สอนผู้สร้างสำนักดนตรีไทยของท่านให้แข็งแกร่งแล้ว สิ่งสำคัญคือการส่งผ่านอุดมการณ์เจตนารมย์ในการอุทิศตัวตนและหัวใจเพื่อความก้าวหน้าของโลกดนตรีไทยที่ไม่เคยหยุดนิ่งไปกับกาลเวลา หลังจากมรณกรรมของท่าน ทายาทและลูกศิษย์ได้ร่วมกันต่อตั้ง “มูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง)” ขึ้นมาในวาระครบรอบร้อยปีเกิดของท่านครู พ.ศ. ๒๕๒๔ และดำเนินกิจกรรมสานต่อภารกิจ ศรัทธาและปณิธานต่อการสร้างสรรค์ดนตรีไทยสืบเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
mod2



เข้าร่วม: 24 Feb 2005
ตอบ: 404

ตอบตอบเมื่อ: Sun Aug 07, 2011 11:55 pm    เรื่อง: ตอบโดยอ้างข้อความ

ครูลวด-ครูปน นิลวงศ์ ครูโถ มานะเสนาะ

กลุ่มนักดนตรีสำนักวัดปากง่าม อัมพวา ซึ่งถือเป็นอิฐก้อนแรกๆที่ปูพื้นฐานให้กับวงการดนตรีไทย เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ประวัติศาสตร์ดนตรีไทยระหว่างพื้นที่สมุทรสงครามและบางกอกมีความสัมพันธ์กันอย่างแนบแน่น

ครูลวด-ครูปน นิลวงศ์ เป็นครูปี่พาทย์และแตรวงจากอัมพวาที่เข้ามาในบางกอกเพื่อรับใช้งานดนตรีในวังบางขุนพรหมของทูนกระหม่อมบริพัตร สมเด็จเจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ถือเป็นนักดนตรีอัมพวากลุ่มแรกที่มีความสัมพันธ์กับทูนกระหม่อมบริพัตรเมื่อครั้งเสด็จกลับมาประทับเมืองไทยหลังจบการศึกษาจากประเทศเยอรมัน ก่อนที่จะถึงยุคของครูจางวางทั่ว พาทยโกศล ในกาลต่อมา ทายาทตระกูลนิลวงศ์ได้ทำหน้าที่เป็นข้าพระบาทรับใช้ทูนกระหม่อมบริพัตรจนกระทั่งยุคหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองซึ่งได้เสด็จไปประทับเมืองบันดุง เกาะชวา ก็ยังติดตามไปถวายงานด้วยความจงรักภักดี นามสกุล “นิลวงศ์” นี้เป็นนามสกุลที่ทูนกระหม่อมบริพัตรประทานให้ครูปนและครูลวดใช้ร่วมกัน นอกจากนี้ยังประทานชื่อเพลงไทยต่างๆ สำหรับเป็นชื่อลูกหลานของครูลวดและครูปานอีกหลายคน

วงดนตรีตระกูลนิลวงศ์ ได้เข้าถวายงานทูนกระหม่อมบริพัตรอย่างจริงจังเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๖ ในงานทำบุญฉลองขึ้นตำหนักใหม่ที่วังบางขุนพรหม (พระตำหนักสร้างด้วยไม้ทั้งหลังเพื่อใช้สำหรับเป็นเรือนหอของสมเด็จฯ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต และหม่อมเจ้าประสงค์สม ไชยยันต์) มีนักดนตรีไทยกลุ่มอัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งใกล้ชิดกับราชินิกูลบางช้าง นำโดยนายปาน นิลวงศ์,นายลวด นิลวงศ์, นายปน นิลวงศ์ (ลูกชายนายปาน), นายกล้ำ-นายกล้วย-นายกลอน ณ บางช้าง, นายโถ มานะเสนาะ, นายสมบุญ, นายเผือก, นายเนื่อง, นายสำริด, นายเหิน, นายห่าง ฯลฯ เข้ามาถวายตัวเป็นมหาดเล็กเรือนนอก และนับเป็นนักดนตรีปี่พาทย์รุ่นแรกที่เข้ามามีบทบาทในวังบางขุนพรหม

ต่อมาภายหลังเมื่อพระโอรสและพระธิดาเจริญวัยขึ้นแล้ว ทูลกระหม่อมบริพัตรฯ จึงโปรดให้ครูสังวาลย์ กุลวัลกี เข้าไปสอนเครื่องสาย และอีกหลายปีต่อมาเมื่อวงปี่พาทย์วังนางเลิ้งของกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ยุบวงแล้ว จึงโปรดให้จางวางทั่ว พาทยโกศล ลูกครูทับเข้าไปเป็นวงปี่พาทย์ประจำวังบางขุนพรหม

บิดาของครูปนชื่อครูปาน นิลวงศ์ ชาวสมุทรสงคราม เป็นนักดนตรีที่มีชื่อเสียง วงปี่พาทย์ครูปน ชื่อ วงบางแพ ครูปนหัดแตรวงจนมีฝีมือ ได้ร่วมบรรเลงแตรวงทหารมหาดเล็กและแตรวงทหารเรือในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีวงแตรเป็นของตนเอง แต่งเพลงเอาไว้หลายเพลง เช่น เก๊กเหม็ง ๓ ชั้น, เขมรน้อยเถา (พ.ศ.๒๔๗๓) เล่ากันว่าข้างวัดพวงมาลัย อำเภอเมือง เคยมีตำหนักภาโณทยานของสมเด็จเจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุ์วงศ์วรเดช ทรงปลูกไว้เพื่อพักผ่อน มักโปรดให้นำวงปี่พาทย์วงบางแคของครูปน นิลวงศ์ มาบรรเลงถวาย ส่วนอีกตำหนักหนึ่งคือตำหนักอัมพวาของสมเด็จเจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต มักโปรดให้นำวงปี่พาทย์อัมพวาของครูลวด นิลวงศ์ มาบรรเลงประชัน

ครูลวด นิลวงศ์ เกิดเมื่อปี พ.ศ.๒๔๑๗ ที่บ้านปากคลองอัมพวา อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม เป็นบุตรคนสุดท้องของขุนเทพ (ยนต์) และนางแป่ง เริ่มเรียนดนตรีมาตั้งแต่เด็ก โดยเป็นศิษย์ของครูเนตร ลูกชายครูหน่ายบ้านอยู่ริมคลองวัดปากง่าม ร่วมสำนักเดียวกับนายโถ มานะเสนาะ และนายปาน นิลวงศ์ (พี่เขย) ครูลวดเคยติดตามพี่สาวซึ่งเป็นข้าหลวงเรือนนอกเชื้อสายราชินีกูลบางช้าง เข้ามาอยู่ในวังที่ตำหนักเจ้าจอมมารดาสำลี มีความคุ้นเคยกับเจ้านายวังบางขุนพรหมมาแต่เดิม ต่อมาท่านแต่งงานกับนางสาวตลับแล้วย้ายออกจากบ้านเดิมซึ่งให้พี่สาวและนายปานพี่เขยอยู่ เข้าไปปลูกบ้านใหม่ในที่เดิมของปู่ที่สวนริมคลองบางแค อำเภออัมพวา ทำสวนมะพร้าวและร่วมงานกับวงปี่พาทย์ของครูปานมาโดยตลอด มีลูกกับนางตลับทั้งหมด ๑๒ คน คือนางเลี่ยน นางสาวโฉลก นางสาวลมหวน นางลงสรง นายโลม นายลาภ นางเฉลียว นายโล้ นายเทพ นางลมพัดชายเขา นางมาลีหวน นายล่องลม ถึงแก่กรรมในปี พ.ศ.๒๔๙๐ อายุ ๗๓ปี มีอายุยืนนานถึง ๕ แผ่นดิน

ครูลวด นิลวงศ์ เป็นผู้มีความรู้ทางการดนตรีดีมากท่านหนึ่ง เมื่อคราวที่มีการจัดงาน “สี่มะเส็ง” ในปี พ.ศ. ๒๔๖๖ ซึ่งเป็นงานทำบุญฉลองพระชนมายุครบ ๔ รอบของทูนกระหม่อมบริพัตร และพระโอรสธิดาองค์อื่นๆ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ที่ประสูติในปีจักรราศรีเดียวกัน คือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน, พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพิสมัยพิมลสัตย์ และพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศศิพงษ์ประไพ ทูนกระหม่อมบริพัตร ทรงพระดำริให้มีการประชันปี่พาทย์ขึ้น ณ วังบางขุนพรหม ซึ่งใช้เป็นสถานที่จัดงานสี่มะเส็งนี้ มีวงปี่พาทย์เข้าร่วมประชัน ๓ วง ซึ่งถือว่าเป็นการประชันครั้งประวัติศาสตร์ในวงการดนตรีไทย เพราะมีวงปี่พาทย์ชั้นนำเข้ามาร่วมแสดงฝีมือด้วยกันถึงสามวง ได้แก่ วงวังบางขุนพรหม ของพระองค์เอง มีครูจางวางทั่ว พาทยโกศล เป็นครูผู้ฝึกซ้อมและปรับวง วงวังบูรพาภิรมย์ มีจางวางศร ศิลปบรรเลง เป็นผู้ฝึกซ้อมและปรับวง วงของเจ้าพระยาธรรมาธิกรณาธิบดี (ม.ร.ว.ปุ้ม มาลากุล) เสนาบดีกระทรวงวัง มีพระเสนาะดุริยางค์ (แช่ม สุนทรวาทิน) เป็นครูผู้ฝึกซ้อมและปรับวง กำหนดงานตรงกับวันเสาร์ที่ ๑๙ มกราคม ๒๔๖๖

ในครั้งนั้น ครูลวด นิลวงศ์ ได้ทำหน้าที่กรรมการตัดสินการประชันปี่พาทย์ร่วมกับนักฟังเพลงไทยท่านอื่นๆ คือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นอนุพงษ์จักรพรรดิ์ (ประธานกรรมการ), หม่อมเจ้าจิตรโภคทวี เกษมศรี, มหาเสวกโท พระยาศรีธรรมศกราช (ปิ๋ว บุนนาค), มหาอำมาตย์ตรี พระยาศรีสังกร, พระสินธุชลสงคราม (เผื่อน), อำมาตย์ตรี หลวงพรหมปรีชา (กลิ่น จันทร์เรือง), หุ้มแพร หลวงประณีตวรศัพท์ (เขียน วรวาทิน), ครูแฉ่ง คงศรีวิลัย, ครูเพิ่ม บาปุยวาทย์ และครูกล้ำ ณ บางช้าง

นายโถ มานะเสนาะ เป็นคนปี่พาทย์อัมพวาที่มีความสามารถในการบรรเลงฆ้องวงใหญ่มาก ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้รับเลือกเข้าไปร่วมวง “ปี่พาทย์ฤาษี” ในการประชันวง ณ ตำหนักแพในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ ร่วมกับนายศรมือระนาด นายแปลกคนปี่ นายแช่มคนปี่ นายทั่วคนฆ้องวงเล็ก นายเหลือคนฆ้องเล็ก นายเนตรคนกลอง และหม่อมส้มจีนคนร้อง

ประวัติของนายโถ ได้ถูกค้นคว้าและเรียบเรียงไว้ในหนังสือจดหมายเหตุดนตรีไทย ๕ รัชกาลโดยนายเสถียร ดวงจันทร์ทิพย์ (๒๕๔๙ : ๒๘) เล่าว่า นายโถ มานะเสนาะ เกิดที่บ้านคลองบางแค อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม มีความใกล้ชิดกับบุคคลในราชินีกูลบางช้าง และวังบางขุนพรหม เช่นเดียวกับนักดนตรีตระกูลนิลวงศ์ เป็นศิษย์ดนตรีสำนักครูเนตร ลูกชายครูหน่ายแห่งวัดปากง่ามที่อัมพวามา ได้รับใช้ถวายงานดนตรีทูนกระหม่อมบริพัตรร่วมกับตระกูลนิลวงศ์ ณ วังบางขุนพรหมมาตั้งแต่เริ่มสร้างวัง ก่อนที่จะใช้วงของจางวางทั่วต่อมาในสมัยปลายรัชกาลที่ ๕ นายโถเป็นนักดนตรีที่ทูลกระหม่อมบริพัตรโปรดมากคนหนึ่ง และประทานนามสกุลให้ใช้ว่า “มานะเสนาะ” มีน้องชายชื่อนายหวาย เก่งทางฆ้องใหญ่เช่นกัน สมัยที่อาจารย์มนตรี ตราโมท ไปเรียนดนตรีอยู่ที่บ้านครูสมบุญ สมสุวรรณ ที่อัมพวานั้น ได้ทันรู้จักและเรียกว่า “พี่หวาย” เพราะนับถือฝีมือมาก ไม่ทราบวันเดือนปีที่ถึงแก่กรรม
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
mod2



เข้าร่วม: 24 Feb 2005
ตอบ: 404

ตอบตอบเมื่อ: Mon Aug 08, 2011 11:42 pm    เรื่อง: ตอบโดยอ้างข้อความ

ครูกลิ่น ครูกล้อย ครูกล้าย ครูกล้ำ ณ บางช้าง

กลุ่มนักดนตรีอัมพวาสายสกุล ณ บางช้าง ถือเป็นกลุ่มที่มีบทบาทในวงการดนตรีไทยยุครัตนโกสินทร์ สืบทอดวิชาปี่พาทย์มาหลายชั่วอายุคนและมีความสัมพันธ์กับครูบาอาจารย์ในประวัติศาสตร์ปี่พาทย์จำนวนมาก รวมทั้งทางเพลงที่เรียกขานกันว่า “ทางบางช้าง” ก็มีการเล่าขานกันว่าเกิดการการถ่ายทอดของครูดนตรีอัมพวากลุ่มนี้ เช่น แขกมอญบางช้าง ใบ้คลั่งบางช้าง เพลงไล่ระนาดมู่ล่งทางบางช้าง มือฆ้องสาธุการทางบางช้าง เพลงเรื่องสร้อยสนทางบางช้าง เป็นต้น

ไม่อาจยืนยันว่า การใช้ชื่อตระกูล ณ บางช้าง ของครูดนตรีกลุ่มนี้ มีส่วนสัมพันธ์กับราชินิกุลบางช้างแห่งราชวงศ์จักรีเพียงใด หากจะต้องไปลำดับโครงสร้างการสืบสายสกุล ณ บางช้าง ซึ่งเป็นพระญาติวงศ์ในสมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี (คุณนาค) พระบรมราชินีในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และมีเทือกเถาเหล่ากอที่เก่าแก่ย้อนไปจนถึงราชวงศ์พระร่วงในสมัยกรุงศรีอยุธยาหรือสุโขทัย ราชนิกุลบางช้างเป็นกลุ่มเศรษฐีที่มีบทบาททางเศรษฐกิจการเมืองในพื้นที่เมืองราชบุรีและแขวงบางช้างหรือจังหวัดสมุทรสงครามอย่างยิ่ง มีสายสกุลที่เกี่ยวพันกัน ๓ สายสกุลคือ ณ บางช้าง, บุนนาค และชูโต ซึ่งการใช้นามสกุล ณ บางช้าง เป็นเรื่องของการแสดงอำนาจทางเศรษฐกิจการเมืองเป็นหลัก (สนใจกรุณาอ่านเพิ่มเติมใน เทพ สุนทรศารทูล. พงศาวดารราชินีกุลบางช้าง. กรุงเทพฯ, สำนักพิมพ์พระนารายณ์, ๒๕๔๐ และ บุษกร ณ บางช้าง. ราชินิกุล ณ บางช้าง. กรุงเทพฯ, บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน), อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพศาสตราจารย์ นายแพทย์เอิบ ณ บางช้าง ๒๙ กันยายน ๒๕๔๗)

อย่างไรก็ตาม เมื่อจะต้องนับว่านักดนตรีกลุ่มนี้เป็นหนึ่งในสายสกุล ณ บางช้าง ที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมดนตรีไทย ก็ต้องเริ่มที่ต้นสายคือครูกลิ่น เป็นชาวสวนและเจ้าของวงปี่พาทย์ที่มีความรู้ดีมากคนหนึ่งในอัมพวา เป็นเพื่อนสนิทกับครูสิน บ้านคลองดาวดึงส์ (ซึ่งต่อมาคือครูสิน ศิลปบรรเลง บิดาของนายศรหรือหลวงประดิษฐไพเราะ) ครูกลิ่นมีภรรยาชื่อนางชม มีลูก ๔ คนคือ นางเกลี้ยง นางกลบ นายกล้อย นายเกลื้อ เป็นนักดนตรีฝีมือดีทุกคน

ครูกล้อย ณ บางช้าง นั้นเป็นคนปี่พาทย์ที่มีฝีมือดี เชี่ยวชาญปี่พาทย์รอบวงโดยเฉพาะการเป่าปี่ สมัยหนึ่งได้เข้ามาอยู่ในวังบูรพาภิรมย์ เป็นนักดนตรีรุ่นแรกๆ ที่สมเด็จฯ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์โปรดมากคนหนึ่ง ครั้งหนึ่งเคยเป่าปี่ประชันกับครูแปลก (ต่อมาเป็นพระยาประสานดุริยศัพท์ เจ้ากรมพิณพาทย์หลวงในสมัยรัชกาลที่ ๖) แล้วทำให้ครูแปลกยอมรับนับถือฝีมือมาก ได้คบหาเป็นเพื่อนกันและไม่ขอเป่าประชันด้วยอีกเลย ผลงานเพลงที่ท่านประพันธ์ไว้มีหลายเพลง ที่รู้จักกันมาก เช่น สุดสงวน ต้นบรเทศสามชั้น

ครูกล้อยมีลูกชายเป็นนักดนตรีฝีมือดีอีกคนหนึ่งชื่อครูกล้าย ณ บางช้าง ต่อมาเป็นครูสอนดนตรีให้กับวงปี่พาทย์ต่างๆ ในเขตจังหวัดสมุทรสงครามและราชบุรี ศิษย์ครูกล้ายที่มีชื่อเสียง เช่น ครูรวม พรหมบุรี ครูสกล แก้วเพ็ญกาศ

นางกลบ บุตรีครูกลิ่น แต่งกับนายจั่นคนปี่พาทย์ มีบุตร ๔ คน คนโตชื่อ นายกล้ำ เกิดเมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๕ เป็นคนปี่พาทย์ฝีมือดีมาก น้องๆอีก ๓ คนคือ นายกลืน นางกริ่ม นายกลอน ก็มีความรู้ทางปี่พาทย์ ขับเสภา และเล่นลิเก ครูกล้ำเริ่มเรียนระนาดเอกจากมารดา แล้วไปอยู่กับสำนักปี่พาทย์ครูเนตร วัดปากง่าม ร่วมวงกับครูปานและครูลวด นิลวงศ์

เสถียร ดวงจันทร์ทิพย์ เขียนเล่าเรื่องครูกล้ำเอาไว้ในหนังสือจดหมายเหตุดนตรี ๕ รัชกาล (๒๕๔๙: ๖-๗) ว่าครูกล้ำเป็นนักดนตรีที่มีวิชาฝีมือดีรอบตัวมาตั้งแต่เด็ก เก่งทั้งทางร้องทางเครื่อง ทั้งเป่าปี่ ตีระนาดเอก ฆ้องวง ฯลฯ มีความคุ้นเคยกับคณะละครและวงดนตรี ตลอดจนเจ้านายตามวังต่างๆ เป็นอย่างดี เมื่อมีการจัดประชันปี่พาทย์ที่วังบางขุนพรหม ใน พ.ศ.๒๔๖๖ ทูลกระหม่อมบริพัตรฯ ก็โปรดให้ร่วมเป็นกรรมการตัดสินฝ่ายอาชีพด้วย เป็นเพื่อนรุ่นพี่ที่หลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) คุ้นเคยชอบพอมาก เมื่อเข้ามาอยู่กรุงเทพฯ มักแวะไปเยี่ยมเยือนหากันที่บ้านบาตรเป็นประจำ และปรากฏว่ามีลูกศิษย์ของครูกล้ำหลายคนได้มาเรียนเพิ่มเติมต่อที่บ้านบาตรด้วย

นิสัยที่ชอบเดินทางแสวงหาประสบการณ์ดนตรีไปในที่ต่างๆ อยู่เสมอของครูกล้ำ ทำให้มีลูกศิษย์มากและส่วนใหญ่กระจัดกระจายอยู่ทั่วไปในจังหวัดต่างๆ ส่วนสำนักดนตรีที่ท่านเคยไปร่วมงานและถ่ายทอดวิชาให้ เท่าที่พอสืบทราบได้ก็มี วงครูสุ่ม ดนตรีเจริญ คณะปี่พาทย์มอญที่อยู่ใกล้วัดเทพธิดาราม วงครูสกล แก้วเพ็ญกาศ ที่อำเภอบางใหญ่ นนทบุรี และวงของนายระย้าที่พระนครศรีอยุธยา วงนายบ๋วยใกล้วัดสะพานที่ปากคลองพระโขนง เป็นต้น

ลูกศิษย์ทางระนาดเอกที่ได้วิชาจากครูกล้ำคนหนึ่งที่น่าสนใจคือครูประยงค์ รามวงศ์ คนลพบุรี เริ่มเรียนระนาดจากครูกล้ำก่อนที่จะไปเรียนต่อกับหลวงประดิษฐไพเราะ ครูประยงค์เคยเป็นครูสอนดนตรีที่วิทยาลัยนาฏศิลป์กาฬสินธุ์ยุคก่อตั้ง ได้บันทึกเสียงทางระนาดบางช้างที่เรียนจากครูกล้ำไว้กับ ดร.เทอรี มิลเลอร์ แห่งมหาวิทยาลัยเค้นท์ โอไฮโอ สหรัฐอเมริกา เอาไว้เป็นจำนวนมาก ในสมัยที่ ดร.เทอรี มิลเลอร์ เข้ามาเก็บข้อมูลดนตรีในประเทศไทย


ครูกล้ำ ณ บางช้าง

ครูกล้ำเสียชีวิตที่บ้านลูกศิษย์คนหนึ่งในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา อายุประมาณได้ ๘๐ ปี มีภาพถ่ายของครูกล้ำ ณ บางช้าง เก็บรักษาไว้อย่างดีที่บ้านครูสกล แก้วเพ็ญกาศ นนทบุรี เป็นภาพชายชราผมหงอกไว้หนวดใส่เสื้อราชประแตน ถือเป็นหลักฐานประวัติศาสตร์ที่หายากชิ้นหนึ่งในวงการดนตรีไทย กับการศึกษาเรื่องราวของนักดนตรีไทยสายสกุลบางช้างที่มีบทบาทในการสืบสานดนตรีไทยในยุคทองที่ผ่านล่วงกาลเวลาไปแล้วนั้น
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
mod2



เข้าร่วม: 24 Feb 2005
ตอบ: 404

ตอบตอบเมื่อ: Tue Aug 09, 2011 11:56 pm    เรื่อง: ตอบโดยอ้างข้อความ

ครูศุข-ครูศิริ-ครูชฎิล-ครูศิริกุล นักดนตรี

ตระกูล “นักดนตรี” เป็นกลุ่มนักดนตรีอัมพวาที่มีความสัมพันธ์กับครูหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) อย่างยิ่ง ที่มาของนามสกุล “นักดนตรี” เป็นนามสกุลที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ที่พระราชทานให้กับนายรอด คนอัมพวา ซึ่งเป็นนักดนตรีที่มีความเชี่ยวชาญในการสีซอ มีเรื่องเล่าว่านายรอดเคยถวายการเดี่ยวซอต่อหน้าพระพักตร์ แล้วทรงมีพระอารมณ์ขันเด็ดสายซอทิ้งไป ๑ สาย ก็ยังเดี่ยวจบ จึงเป็นที่โปรดปรานมาก ผู้สืบสกุลนักดนตรี ล้วนมีความสามารถในการเล่นดนตรีและยังสืบทอดวิชาดนตรีมาถึงปัจจุบัน

ลูกพี่ลูกน้องของนายรอด และเป็นญาติผู้พี่กับครูหลวงประดิษฐไพเราะ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๓ เคยทำหน้าที่พี่เลี้ยงติดตามนายศร บุตรชายครูสินเข้ามาพำนักอาศัยในเมืองบางกอกระยะแรกที่นายศรได้รับพระกรุณาจาก สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภานุพันธุวงศ์วรเดช หรือ “สมเด็จวังบูรพาฯ” นำตัวเข้ามาเมืองหลวง ตั้งให้เป็นจางวางศร คนระนาดประจำวงวังบูรพาภิรมย์ คนหนึ่งชื่อ นายบุญ นักดนตรี และอีกคนชื่อ นายเทียบ นักดนตรี เป็นลูกของป้าซึ่งพี่สาวมารดาของนายศร แต่ว่าทั้งสองเป็นลูกคหบดีชาวสวน ไม่ได้เรียนดนตรีเพื่อเป็นอาชีพ สนใจในเรื่องการค้าขายมากกว่า ดังนั้นเมื่อมาอยู่เป็นเพื่อนด้วยสักพัก พอให้จางวางศรสบายใจแล้วก็กลับไปอยู่บ้านที่บางช้าง นายเทียบนั้น ต่อมาแต่งงานกับสาวงามลุ่มน้ำแม่กลองชื่อ พึ่งพา มีทายาทที่เป็นนักแสดงมีชื่อคนหนึ่ง คือ อารีย์ นักดนตรี
ลูกพี่ลูกน้องนายรอดอีกคนหนึ่งชื่อนายเขียว (หรือโปร่ง??) นักดนตรี มีบุตรชื่อนายศุข เป็นคนปี่ที่มีความรู้ความสามารถดี เป็นศิษย์ครูสิน ศิลปบรรเลง และได้เรียนปี่กับหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ตั้งวงปี่พาทย์เป็นอาชีพเรื่อยมาจนวาระสุดท้าย

นายแพทย์พูนพิศ อมาตยกุล (๒๕๔๙: ๑๑๔) บันทึกในประวัติครูศุข นักดนตรี ฉบับจดหมายเหตุดนตรี ๕ รัชกาลว่าท่านเกิดเมื่อ พ.ศ.๒๔๓๖ ที่แม่กลอง จังหวัดสมุทรสงคราม เป็นบุตรนายเขียว นางเที่ยง เรียนดนตรีเบื้องต้นกับบิดาจนสามารถเป่าปี่ร่วมวงได้ ต่อมาบิดาได้พาไปสมัครเป็นลูกศิษย์ของจางวางศร ศิลปบรรเลง จนมีความสามารถเล่นดนตรีได้รอบวง และชำนาญเป็นพิเศษในกระบวนเพลงปี่ โดยเฉพาะสะระหม่าและบัวลอย ในสมัยรัชกาลที่ ๖ ได้ร่วมงานกับหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) อัดเสียงที่ห้างสุธาดิลก โดยทำหน้าที่เป่าปี่ใน และร่วมทำแผ่นเสียงกับคุณหญิงรามบัณฑิตสิทธิเศรณี (เยี่ยม สุวงศ์) โดยเป็นผู้ให้ข้อสังเกตต่อเอนจิเนียร์ผู้บันทึกเสียงว่า เวลาบันทึกเสียงวงปี่พาทย์ควรให้ปี่ไปอยู่หลังวง ถ้าบันทึกเครื่องสายให้ขลุ่ยมาอยู่ข้างหน้าวง ครูศุขมีความสามารถในการเป่าปี่มวยไทย และเข้าคู่กับครูพริ้ง ดนตรีรส เป่าปี่มวยมาตั้งแต่สมัยมวยคาดเชือกที่สนามมวยสวนกุหลาบ สนามมวยท่าช้าง และศาลาแดง ได้มอบทางเพลงปี่และเพลงกลองให้กับลูกศิษย์นักดนตรีในตระกูลแสงทับทิมที่จังหวัดปทุมธานี

ครูศุขยึดอาชีพเป็นนักดนตรีอิสระมาจนตลอดชีวิต เป็นนายวงปี่พาทย์ที่มีชื่อเสียงและมีลูกศิษย์เป็นอันมากทั้งในจังหวัดสมุทรสงคราม และจังหวัดใกล้เคียง มีภรรยาคนแรกชื่อลิ้ม คนที่สองชื่อหุน มีลูกรวมทั้งหมด ๑๐ คน ที่เป็นนักดนตรีมี ๕ คน ได้แก่ ทองห่อ นักดนตรี (ระนาดทุ้ม), ศิริ นักดนตรี (เล่นดนตรีได้รอบวง), ชฏิล นักดนตรี (สอนที่มหาวิทยาลัยบูรพา), ศิริกุล วรบุตร (สอนที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา), ดวง นักดนตรี (วงดนตรีกรมประชาสัมพันธ์) นอกจากกิจการปี่พาทย์แล้ว ยังได้ตั้งวงเครื่องสายไว้รับงานมงคลต่างๆด้วย ครูศุขถึงแก่กรรมด้วยโรคมะเร็งที่ปอด เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๓ อายุ ๘๑ ปี รุ่นหลานครูศุขที่สืบทอดดนตรีไทยมาจนถึงปัจจุบันคือ นายสันติ นักดนตรี และนางสาวนันทินี นักดนตรี เป็นทายาทของนายศิริ นักดนตรี ทั้ง ๒ คน

เรื่องความรู้ทางเพลงสำคัญที่กลุ่มครูศุขและลูกๆได้เรียนรู้จากคุณครูหลวงประดิษฐไพเราะร่วมกันที่น่าบันทึกถึงคือเพลงปี่กลองเรื่องบัวลอย เรียกว่า “บัวลอยทางสมุทรสงคราม” หรือ “บัวลอยทางประโคมยามสอง” ซึ่งมีการเรียบเรียงทำนองเพลงและหน้าทับไม้กลองที่แตกต่างจากสำอื่นที่นิยมกัน อาทิ บัวลอยทางหลวง บัวลอยวัดสระเกศ บัวลอยพระยาเสนาะดุิรยางค์ (แช่ม สุนทรวาทิน) ฯลฯ

ซึ่งทางเพลงบัวลอยที่กลุ่มครูศุขได้เรียนรู้นั้น เกิดเหตุมาจากการที่ท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะฯได้เดินทางหลบภัยสงครามมาพำนักยังบ้านครูเทียนหรือหมอเทียน คุ้มลมทวง จังหวัดสมุทรสงคราม ได้มอบเพลงบัวลอยตำรับนี้ให้แก่ครูและลูกๆ โดยครูศุขเป็นผู้้เป่าปี่ชวา ครูศิริและครูชฎิลตีกลองมลายูคู่กัน และครูทองห่อ นักดนตรี ตีเหม่ง
สำหรับเพลงที่เรียนนั้น ประกอบด้วย ๑. รัวสามลา ๒. บัวลอยออกเพลงนางหน่าย ออกเพลงชักฟืนสามดุ้น ๓.รัวลาเดียว ๔.ไฟชุม ๕. รัวลาเดียว ๖. ยะหรั่นหรือย่าหรั่น ออกเพลงกระดีหรี่ ออกเพลงบัดพลี ๗. รัวลาเดียว ๘. นางหงส์ทางกาจับปากโลง เพลงชุดนี้ยังได้รับการสืบทอดต่อมาในสายศิษย์ของครูศิริและครูชฎิล นักดนตรี





ครูศิริ นักดนตรี หรือ ครูเบิ้ม บุตรชายครูศุข เกิดเมื่อ ๒๘ มกราคม ๒๔๗๒ ที่วัดช่องลม สมุทรสงคราม ได้เข้ามาเรียนปี่พาทย์กับครูหลวงประดิษฐไพเราะที่บ้านบาตร รุ่นเดียวกับครูอุทัย แก้วละเอียด ครูชง่อน หงส์ทอง ครูประถม นักปี่ ครูเยื่อ อุบลน้อย มีความสามารถในการบรรเลงปี่พาทย์รอบวง มีฝีมือในการบรรเลงระนาดเอกและปฏิบัติเครื่องสายได้ดี ได้รับมอบโองการไหว้ครูดนตรีไทยจากท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะฯ ช่วงที่อยู่บ้านบาตรนั้นได้เข้าร่วมเป็นนักดนตรีของคณะนาฏศิลป์ผกาวลี ซึ่งก่อตั้งโดยอาจารย์ประสิทธิ์ ศิลปบรรเลง อาจารย์ลัดดา ศิลปบรรเลง และคุณหญิงชิ้น ศิลปบรรเลง ร่วมเดินทางไปเผยแพร่ดนตรีไทยทั้งในยุโรป สหรัฐอเมริกาและอเมริกาใต้ สมาชิกร่วมเดินทางเช่น อดิเรก จันทร์เรือง, ดวง นักดนตรี, นิคม สาคริก, ไกร โปร่งน้ำใจ เป็นต้น เข้ารับราชการที่แผนกดนตรีไทย กรมประชาสัมพันธ์ เป็นคนมีประสาทหูที่ดีมาก ได้ใช้ความสามารถในการเทียบเสียงเครื่องดนตรีไทยตามสถาบันต่างๆ

นอกจากนี้ยังเป็นช่างทำระนาดเหล็ก ลูกระนาดเหล็กฝีมือครูศิริใช้เป็นมาตรฐานในการเทียบเสียงประจำวงปี่พาทย์ต่างๆจนถึงทุกวันนี้
ความสามารถอีกด้านหนึ่งของท่านคือการประพันธ์เพลง มีผลงานทั้งเพลงรวมวงและเพลงเดี่ยว เพลงรวมวงที่รู้จักกันดีในวงการดนตรีคือ เพลงพม่าตายิ ชื่นจิตรเถา (รองชนะเลิศประกวดรางวัลพิณทอง พ.ศ.๒๕๒๓) โหมโรงมหาราชรามคำแหง ทำทางเดี่ยวจะเข้กราวในเถา ต่อให้นายสหรัฐ จันทร์เฉลิม เอาไว้ ลูกศิษย์ของท่านส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนปี่พาทย์ย่านกระทุ่มแบน สมุทรสาคร เนื่องจากท่านไปพำนักอาศัยอยู่ที่นั่น (มีวงดนตรีไทยส่วนตัวชื่อ ศ.ศิริศิลป์)

นอกจากนี้ก็เป็นลูกศิษย์ที่เป็นนิสิตนักศึกษา เคยเป็นอาจารย์พิเศษสอนดนตรีไทยที่ชมรมดนตรีไทยศิริราช คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล โปรแกรมดนตรีศึกษา วิทยาลัยครูสวนสุนันทาและชมรมดนตรีไทย มหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้รับดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา

ครูศิริ นักดนตรี เป็นคนที่มีความทรงจำดีและมนุษยสัมพันธ์ดี เคยเป็นผู้ดำเนินรายการเพลินเพลงไทยทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ ออกอากาศทุกวันพฤหัสบดี ในลักษณะของการสนทนาร่วมกับนายสหรัฐ จันทร์เฉลิม และเปิดเพลงไทยเก่าๆสลับกับการเล่าความทรงจำครั้งอดีต ถึงแก่กรรมด้วยโรคหัวใจเมื่อวันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๔๘ พระราชทานเพลิงศพที่วัดหงอนไก่ กระทุ่มแบน
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
mod2



เข้าร่วม: 24 Feb 2005
ตอบ: 404

ตอบตอบเมื่อ: Thu Aug 11, 2011 11:38 pm    เรื่อง: ตอบโดยอ้างข้อความ


ครูชฏิล

ครูชฏิล หรือครูป้อม นักดนตรี เกิดเมื่อ ๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๔ จบการศึกษาจากโรงเรียนศรัทธาสมุทร เป็นคนปี่พาทย์ฝีมือดี เริ่มต้นเรียนดนตรีกับบิดา แล้วติดตามครูศิริผู้พี่ชายไปเป็นศิษย์ท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ได้เรียนทั้งระนาด ฆ้องวง และขับร้อง โดยเฉพาะฝีมือการตีฆ้องวงใหญ่นั้นได้รับการยกย่องโดยทั่วไปว่ามีรสมือดี น้ำหนักมือดีมาก เรียนกระบวนหน้าทับกลองแขกจากท่านครูจนถึงได้มือบัวลอยครบถ้วน การขับร้องก็ทำได้ดีถึงขนาดที่ท่านครูยกหน้าที่ให้เป็นคนร้องวงปี่พาทย์ต่างๆเวลาที่มีประชันไหว้ครูบ้านตรทุกครั้ง

และเคยชนะเลิศการประกวดขับร้องเพลงสารถีซึ่งทางกรมศิลปากรจัดขึ้น (พ.ศ. ๒๔๘๙) ชนะเลิศการขับร้องเพลงไทยในงานปิดทองฝังลูกนิมิตรวัดไตรมิตร พ.ศ. ๒๕๐๐ เพลงสุรินทราหู นอกจากนี้ยังสีซอได้ไพเราะ เนื่องด้วยความสนใจในการบรรเลงซอจึงไปฝากตัวเป็นศิษย์ของหลวงไพเราะเสียงซอ (อุ่น ดุริยชีวิน), ครูเทวาประสิทธิ์ พาทยโกศล และ ครูไฉน เรียนรู้ สามารถบรรเลงได้ดีทั้งซอด้วง ซออู้ และซอสามสาย

ได้เข้าทำงานเป็นอาจารย์สอนดนตรีไทยที่โรงเรียนวัดมกุฏกษัตริย์และย้ายมาอยู่วิทยาลัยวิชาการศึกษาบางแสนใน พ.ศ. ๒๕๐๓ ซึ่งต่อมาคือมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ วิทยาเขตบางแสน และต่อมาเป็นมหาวิทยาลัยบูรพา ท่านสอนอยู่ที่สถาบันแห่งนี้จนกระทั่งเกษียณอายุก็ยังเมตตาปราณีถ่ายทอดวิชาให้ศิษย์ทุกรุ่นอย่างมิเห็นแก่เหน็ดเหนื่อย

ชื่อชฎิลเป็นชื่อที่ท่านครูตั้งให้ จากการไว้ผมที่เป็นลักษณะมุ่นมวยเหมือนฤาษี แต่ก็ยังมีอีกชื่อหนึ่งที่ท่านตั้งให้ด้วยคือ “แสงศรี” เพื่อให้คล้องจองกับชื่อพี่ชายคือศิริ

ความรู้ของครูชฏิล นอกจากจะแม่นยำในเชิงปฏิบัติ ยังสามารถอธิบายในด้านทฤษฎีได้อย่างดี เขียนบทความเกี่ยวกับดนตรีไทยเอาไว้พอสมควร และประพันธ์เพลงเอาไว้ด้วย โดยเฉพาะเพลงเดี่ยวระนาดเอกกราวใน เดี่ยวซอสามสายบัวลอย(แปลงจากทางปี่ซึ่งได้รับถ่ายทอดจากครูศุขบิดา) เพลงโหมโรงศรีนครินทร์ เพลงโหมโรงเทาทอง เพลงแขกปัตตานีเถา เพลงล่องแม่ปิงเถา และเพลงระบำชเลรมย์ให้กับการแสดงของชุมนุมนาฏศิลป์ มหาวิทยาลัยบูรพา เล่าถึงบรรยากาศความสุขชายทะเลบางแสน



ครูศิริกุล

ครูศิริกุล วรบุตร เกิดเมื่อ ๑๕ มิถุนายน ๒๔๗๘ นามเดิมว่าทองดี เป็นบุตรีของครูศุขและนางหุน เริ่มหัดปี่พาทย์กับบิดาเมื่ออายุ ๑๒ ปี โดยได้รับการจับมือจากท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) เรียนโหมโรงเช้า โหมโรงเย็น เพลงเถา เพลงตับกับบิดาจนชำนาญและมีความสามารถในการขับร้องเพลงไทยอีกด้วย ต่อมาเมื่ออายุ ๑๕ ปี ได้ติดตามพี่น้องคือครูศิริ ครูชฎิล และครูดวง นักดนตรี เข้ามาเป็นศิษย์่ท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะที่บ้านบาตร หัดขับร้องกับคุณหญิงชิ้น ศิลปบรรเลง และอาจารย์บรรเลง สาคริก เรียนนาฏศิลป์ที่โรงเรียนผกาวลีนาฏดุริยางค์ โดยมีอาจารย์ลััดดา สารตายน ครูลมูล ยมะคุปต์ เป็นผู้ฝึกหัดให้ทั้งการรำตามแบบแผนและท่ารำที่ประยุกต์ขึ้นใหม่ เคยร่วมเดินทางกับคณะผกาวลีไปแสดงเผยแพร่นาฏศิลป์ที่ต่างประเทศ

เข้ารับราชการครูที่โรงเรียนสวนสุนันทาวิทยาลัยเมื่อปี ๒๔๙๖ และสอนต่อเนื่องกระทั่งกลายเป็นวิทยาลัยครูสวนสุนันทาจนเกษียณอายุ ได้ทุ่มเทความรู้ในการสอนทั้งด้านดนตรีและนาฏศิลป์ให้กับนักเรียนนักศึกษายาวนานกว่า ๓๐ ปี มีผลงานการขับร้องเพลงไทยเพื่อการศึกษาออกอากาศทางสถานีวิทยุศึกษามากมายตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๙๗ เป็นต้นมา โดยเฉพาะผลงานที่ประพันธ์โดยคุณหญิงชิ้น ศิลปบรรเลง เพื่อใช้ในหลักสูตรวิทยุโรงเรียน

ครูศิริกุล เป็นผู้มีน้ำเสียงไพเราะ ออกอักขระควบกล้ำชัดเจน จึงได้รับมอบหมายจากทางกรมการศึกษานอกโรงเรียน กระทรวงศึกษาธิการ ในการจัดทำสื่อวิทยุโรงเรียนวิชาดนตรี-นาฏศิลป์ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๑ -๒๕๓๕ เป็นเจ้าของเสียงเพลงเด็กที่รู้จักกันดี เช่น เพลงช้างช้างช้าง, จับปูดำ, เป็ดอาบน้ำ, ไม้หก, อยากเป็นอะไร, แขกระเริง, มิตรดี, ข้ามถนน, ชะวา, เขมรกำปอ, ฟ้อนเงี้ยว, วันครู, พม่ารำขวาน เป็นต้น เสียงของท่านที่บันทึกตัวอย่างกิจกรรมการร้องเพลงไทยและกิจกรรมนาฏศิลป์ที่เรียกว่า “เล่นรำทำจังหวะ” ยังมีเผยแพร่อยู่ทุกวันนี้
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
mod2



เข้าร่วม: 24 Feb 2005
ตอบ: 404

ตอบตอบเมื่อ: Sat Aug 13, 2011 11:16 pm    เรื่อง: ตอบโดยอ้างข้อความ

ครูพิม-ครูเผือด นักระนาด

สองพี่น้องตระกูลนักระนาดจากอัมพวา มีความรู้ความสามารถทางปี่พาทย์ที่โดดเด่นเป็นที่ยอมรับในวงการดนตรีไทย สมกับนามสกุล “นักระนาด”

เล่ากันว่าต้นสกุลนี้เป็นคนระนาดละครชื่อนายทรัพย์ เคยอยู่ในวงปี่พาทย์วังหลวงมาก่อนและมีความสัมพันธ์กับสายสกุล “พาทยชีวะ” และ “พาทยโกศล” ภายหลังนายทรัพย์ได้ออกไปตั้งครอบครัวที่พิษณุโลก มีทายาทที่ใช้นามสกุล “นักระนาด” เป็นจำนวนมาก แม้ว่าจะหาความสัมพันธ์ที่ชัดเจนระหว่างตัวนายทรัพย์เองกับครูพิมครูเผือดไม่ได้ แต่ก็มีการศึกษารวบรวมสาแหรกตระกูลนักระนาดเอาไว้อย่างน่าสนใจมาก ผู้อ่านอาจติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้จากเว็ปไซต ์http://nugranad.org

บิดามารดาของครูพิมและครูเผือด ชื่อนายเมฆและนางปุย เดิมเป็นคนบ้านอัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม ได้ให้กำเนิดครูพิม พี่ชายของครูเผือดที่อัมพวา ต่อมาได้เดินทางไปอยู่อำเภอเบตง จังหวัดยะลา เป็นพ่อครูแม่ครูโนราห์ และให้กำเนิดครูเผือดที่ยะลา ทั้งสองมีพี่น้องรวมทั้งสิ้น ๕ คน คือ นายพิม นางพร้อม นายเผือด นางผิว และนางผ่อง กรมหลวงลพบุรีราเมศร์ได้รับนายเผือดมาจากเบตง เข้าเป็นศิษย์เอกในการเล่นระนาดที่มีชื่อเสียงมากคนหนึ่งของหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ขนานนาม ว่า "นายเผือด ณ บางช้าง" และได้รับประทานนามสกุลเป็น "นักระนาด" จากกรมหลวงลพบุรีราเมศวร์เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๙ และครูพิมพี่ชายซึ่งเป็นลูกศิษย์ของหลวงประดิษฐไพเราะด้วยเช่นกัน ก็ได้ขอร่วมใช้นามสกุล "นักระนาด" ร่วมกับน้องชาย


ครูพิม นักระนาด ที่บ้านท่านครูฯ


ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าครูพิมเกิดเมื่อไร คาดเดาว่าน่าจะราวๆ พ.ศ.๒๔๕๑ ถึงแก่กรรม ราว พ.ศ. ๒๕๑๔ - ๒๕๑๕ แต่งงานกับภรรยาคนแรกแต่ไม่มีบุตรด้วยกัน ภรรยาคนที่สอง ชื่อ นางเจือ ซึ่งมีลูกติดมาแล้วหนึ่งคนชื่อประภา ภรรยาอีกคนชื่อ นวลฉวี แก้วกนก (นามสกุลของสามีเดิม นายจร เป็นนักดนตรีไทยเช่นกัน) และมีลูกติดนางนวลฉวีเป็นนักดนตรีคือนายวีนัส แก้วกระหนก รับราชการอยู่ที่สำนักสวัสดิการกรุงเทพมหานคร และรับมรดกเครื่องปี่พาทย์ครูพิม สอนลูกศิษย์ด้วยวิชาของครูพิมต่อมาจนเป็นวงปี่พาทย์ “พ. นักระนาด”

ครูพิมได้เรียนปี่พาทย์กับครูหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) และเพลงมอญเพิ่มเติมจากครูสุ่ม ดนตรีเจริญ เคยสอนปี่พาทย์อยู่วัดมะกอก กรุงเทพมหานคร แล้วต่อมาย้ายไปอยู่ย่านวัดไผ่เงิน ถนนสาธุประดิษฐ์ ท่านรับมอบโองการไหว้ครูจากหลวงประดิษฐไพเราะฯ และปฏิบัติหน้าที่สืบทอดพิธีกรรมการไหว้ครูที่สำนักบ้านบาตรหลังมรณกรรมของท่านครู เป็นหนึ่งในครูปี่พาทย์ที่ได้รับการยกย่องเรื่องความรู้ทั้งเพลงการและพิธีกรรม รับเชิญไปเป็นผู้ประกอบพิธีตามจังหวัดต่างๆด้วยตำราของท่านครู อาทิ ราชบุรี นครปฐม สมุทรสงคราม นครสวรรค์ พิษณุโลก

ลูกศิษย์ครูพิมที่มีชื่อเสียงได้แก่ ครูรวม พรหมบุรี ครูบุญยัง เกตุคง ครูสุพจน์ โตสง่า ครูเชื้อ ดนตรีรส ครูผาด การคุณี ครูจำนงค์ แก้วบูชา ครูลับ ชิตท้วม ครูกิตติพงษ์ มีป้อม ครูสมศักดิ์ ศรีประเสริฐ ครูจรินทร์ แจ่มอรุณ ครูจงกล เพียรพงษ์ ครูสุทัศน์ แก้วกระหนก เป็นต้น สายศิษย์ครูพิม ยังคงรวมกลุ่มกันจนถึงทุกวันนี้ ทั้งวง วง พ.นักระนาด วงวัดมะกอก และกลุ่มศิษย์ตระกูลแก้วบูชานครปฐม ที่รักษาเครื่องปี่พาทย์ที่เทียบระดับเสียงต้นฉบับโดยครูพิมเอาไว้อย่างดี

ครูเผือด นักระนาด มีประวัติบันทึกไว้ในหนังสือสารานุกรมศัพท์ดนตรีไทยภาคประวัตินักดนตรีและนักร้อง ฉบับราชบัณฑิตยสถาน (พ.ศ.๒๕๔๒) และหนังสือจดหมายเหตุดนตรี ๕ รัชกาล (๒๕๔๙) เรียบเรียงโดยนายแพทย์พูนพิศ อมาตยกุล (หมายเหตุ: แตกต่างจากการเล่าในเว็ปไซต์ ์http://nugranad.org) ความว่า ครูเผือด นักระนาด เกิดเมื่อ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๔๕๕ ที่บ้านตำบลบางกระพ้อม อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม บิดามารดามีอาชีพทำพิณพาทย์โขนละครและลิเก มีพี่อีก ๒ คน คือ นางพร้อม (เป็นนักดนตรีและเชิดหุ่นกระบอก) นายพิม นักระนาด เป็นนักดนตรีคนสำคัญลูกศิษย์ครูหลวงประดิษฐไพเราะ(ศร ศิลปบรรเลง) ภรยาชื่อถวิล อยู่บ้านใกล้วัดชนะสงคราม ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๐๕ อายุได้ ๕๐ ปี

สมัยเป็นเด็ก ครูเผือดได้ติดตามบิดามารดาซึ่งเป็นนักดนตรีร่วมคณะปี่พาทย์และละครของครูต้ม พาทยกุล จังหวัดเพชรบุรี เดินทางไปแสดงที่ภาคใต้ จึงได้ไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนวัดแจ้ง จังหวัดสงขลา ได้คลุกคลีและหัดดนตรีกับบิดาในคณะละครมาตลอด ราวปี พ.ศ.๒๔๖๖ จึงเข้ากรุงเทพฯ มาเป็นลูกศิษย์ครูหลวงประดิษฐไพเราะฯ ได้รับการฝึกให้เป็นคนระนาดเอกโดยเฉพาะ เรียนทั้งเพลงหมู่ เพลงเดี่ยว เพลงหน้าพาทย์ ช่วงแรกที่เข้ามาอยู่กรุงเทพนี้พำนักอยู่บ้านครูเอื้อน ดิษฐเชย ตรอกสวนมะลิ ซึ่งเป็นบ้านรับงานปี่พาทย์ แตรวง และอังกะลุง จึงมีความรู้เรื่องดนตรีอื่นๆไปด้วย โดยเฉพาะการเล่นแตรวงตามโรงหนัง เพื่อนร่วมพำนักบ้านครูเอื้อน มีครูละม่อม พุ่มเสนาะ ครูลาภ ณ บรรเลง ครูเอิบภาษา เป็นต้น

ต่อมาได้ถวายตัวเป็นข้าราชบริพารในสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ เข้าไปเป็นนักดนตรีอยู่ในวงวังบางคอแหลมในความดูแลของจางวางผาด ปัญจโกวิทย์ ร่วมยุคกับครูโองการ กลีบชื่น ครูรอด อักษรทับ ครูจิ้มลิ้ม ธนาคม ความรู้เชิงระนาดนั้นได้ถูกฝึกฝนอย่างหนักจากครูหลวงประดิษฐไพเราะฯ จนมีชื่อเสียงว่าเป็นศิษย์ระนาดเอกก้นกุฏิที่เยี่ยมยอดมากที่สุดคนหนึ่ง มีทั้งความไหวคล่องแคล่วและเสียงดังชัดเจน เพลงเอกที่เกิดขึ้นจากการประพันธ์ของท่านครูให้กับศิษย์ในวงวังบางคอแหลม เช่น แขกลพบุรีทางวังบางคอแหลม เชิดจีนทางวังบางคอแหลม ล้วนเป็นเพลงที่ต้องใช้ทักษะปี่พาทย์ชั้นสูงจึงจะบรรเลงได้อย่างมีความตื่นตาตื่นใจสมกับรสชาตของเพลง

ครูเผือดได้แสดงฝีมือในการประชันวงกับวังเจ้านายต่างๆ หลายครั้ง ได้เคยแสดงฝีมือนักระนาดเอกบางคอแหลมในงานประชันดนตรีที่วังลดาวัลย์ในวันประสูติครบสี่รอบของสมเด็จเจ้าฟ้ายุคลทิฆัมพรกรมหลวงลพบุรีราเมศร์ เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ.๒๔๗๓ เป็นที่เลื่องลือกันมากในครั้งนั้น



ครูเผือด นักระนาด


มีเรื่องเล่าขานถึงการถ่ายทอดความรู้ทางระนาดเอกของครูหลวงประดิษฐไพเราะ(ศร ศิลปบรรเลง) มีบันทึกเอาไว้ในบทความ “กว่าจะเป็นศิษย์ครูกลัก” โดยวัลภิศร์ สดประเสิรฐ จากปากคำของครูบุญยัง เกตุคง เล่าว่าครั้งหนึ่งท่านครูหลวงประดิษฐ์ จะให้ครูเผือดประชันกับครูทรัพย์ เซ็นพาณิชย์ ศิษย์เอกท่านครูจางวางทั่ว พาทยโกศล แต่ครูเผือดชอบหนีเที่ยว ท่านครูจึงจับล่ามโซ่หน้ารางระนาด ให้ตีไปไม่ให้หยุด หิวมีคนป้อน ปวดหนัก ปวดเบา เอากระโถนมาสอด ให้ถ่ายตรงนั้นมีคนเช็ดให้ พอย่างเข้าวันที่สามครูเผือดฟุบคารางระนาด พอฟื้นขึ้นมา ก็จับไม้ระนาด “เหมือนไม้จิ้มฟัน” ไหวจริง แต่ในที่สุดไม่ได้ประชัน เพราะครูทรัพย์ตายเสียก่อน

เมื่อสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ สิ้นพระชนม์ใน พ.ศ.๒๔๗๕ แล้ว จึงลาออกมาใช้ชีวิตอยู่ภายนอก เคยเป็นนักดนตรีที่กองดุริยางค์ทหารเรือระยะหนึ่งเมื่อพ.ศ. ๒๔๘๕ ร่วมเวลากับครูกิ่ง พลอยเพชร ครูไมตรี พุ่มเสนาะ ต่อมา พ.ศ. ๒๔๙๑ ก็ย้ายไปรับราชการเป็นศิลปินจัตวาที่กรมศิลปากร ซึ่งขณะนั้นครูหลวงประดิษฐไพเราะเป็นหัวหน้าแผนกดุริยางค์ไทย ระหว่างรับราชการมีผลงานสร้างชื่อเสียงให้กับวงดนตรีกรมศิลปากรมาโดยตลอด เพื่อนร่วมงานคนสำคัญคือครูเหนี่ยว ดุริยพันธุ์ ครูเผือดได้ถ่ายทอดวิชาให้ลูกศิษย์ในกรมศิลปากรรุ่นต่อมาอีกหลายคน เช่น ครูสุรเดช กิ่มเปี่ยม, ครูเผชิญ กองโชค เป็นต้น

นอกจากนี้ยังเป็นนักดนตรีรุ่นแรกในวงคเณศรางกูร ของนายชวลิสร์ กันตารัติ วัดทองนพคุณ คลองสาน ครูเผือดได้ร่วมงานกับศิลปินอีกหลายท่าน เช่น ครูบุญยงค์ เกตุคง ครูประสิทธิ์ ถาวร เป็นต้น โดยทำหน้าที่เป็นครูผู้สอนดนตรี ต่อเพลงปรับวง ให้กับนักดนตรีรุ่นน้องในวงคเณศรางกูรที่โอนย้ายกิจการมาจากวงบางบัวทองของนายประสาท สุขุม แต่เดิม ศิษย์ครูเผือดที่อยู่ในวงคเณศรางกูร เช่น ครูกิตติพงศ์ (หลง) มีป้อม ครูช้อย เพิ่มผล ครูสนั่น เพชรเนียม ครูทองสุข กลั่นรอด ครูไสว กลิ่นชั้น ครูแฉล้ม ฤทธิเดช ครูจำลอง สว่างไสว ครูสุรินทร์ สงฆ์ทอง เป็นต้น ความรู้ที่ครูเผือดให้ไว้กับวงคเณศรางกูรมีมากมายทั้งเพลงเถา เพลงเรื่องต่างๆ จนถึงเดี่ยวกราวใน ทยอยเดี่ยว หลังจากที่ท่านถึงแก่กรรม ครูบุญยงค์ เกตุคง ทำหน้าที่เป็นผู้สอนต่อ และสร้างเพลงมอญเอาไว้ให้กับวงนี้มากมายเช่นกัน

ความสามารถในชั้นเชิงระนาดของครูเผือด เป็นเรื่องที่สังคมไทยในอดีตช่วงที่ท่านยังมีชีวิตอยู่นั้นให้ความสนใจกันมาก ทุกๆปีที่มีการจัดงานไหว้ครูที่สำนักบ้านบาตรของคุณครูหลวงประดิษฐไพเราะฯ จะมีคนฟังปี่พาทย์แห่แหนกันมารอดูรอฟังฝีมือระนาดของครูเผือดกันอย่างคับคั่ง เรียกได้ว่าเป็นดาราขวัญใจคนรักดนตรีไทยอย่างยิ่งคนหนึ่งในอดีต วิชาเดี่ยวระนาดเอกของครูเผือดถ่ายทอดมาสู่ ครูประสิทธิ์ ถาวร ครูเสนาะ หลวงสุนทร ครูทวี พิณพาทย์เพราะ ครูสวง ศรีผ่อง และ อาจารย์ถาวร ศรีผ่อง เพลงเดี่ยวฆ้องได้ถ่ายทอดให้กับครูทองสุข กลั่นรอด

ในปัจจุบันเสียงเดี่ยวระนาดเอกของท่าน เก็บรักษาไว้อย่างดีที่ห้องสมุดดนตรีสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา และห้องสมุดดนตรีมูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง)
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
mod2



เข้าร่วม: 24 Feb 2005
ตอบ: 404

ตอบตอบเมื่อ: Mon Aug 15, 2011 11:52 pm    เรื่อง: ตอบโดยอ้างข้อความ

ศาสตราจารย์ ดร.อุทิศ นาคสวัสดิ์

ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ เกิดเมื่อวันที่ ๒๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๖๖ ที่ตำบลบางช้าง อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม เป็นบุตรของนายสังวาลย์ และนางเชย นาคสวัสดิ์ เรียนจบชั้นประถมศึกษาจากโรงเรียนประชาบาลอำเภออัมพวา (พ.ศ.๒๔๗๕) จบชั้นมัธยมปีที่ ๖ จากโรงเรียนเทเวศร์วิทยาลัย (พ.ศ.๒๔๘๑) จากนั้นเข้าเรียนที่วิทยาลัยเกษตรกรรมแม่โจ้ แล้วต่อที่วิทยาลัยเกษตรศาสตร์ใน พ.ศ.๒๔๘๔ และเมื่อได้รับอนุปริญญาเกษตรศาสตร์ทางสหกรณ์ในพ.ศ.๒๔๘๖ ก็สมัครเข้าเรียนต่อปริญญาโททางเศรษฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเดียวกัน ได้รับปริญญาเศรษฐศาสตร์มหาบัณฑิต เกียรตินิยม (ดี) ใน พ.ศ. ๒๔๙๖ ในช่วงนั้นทางมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้เปิดหลักสูตรปริญญาตรีทางสหกรณ์ขึ้น ศาสตราจารย์ ดร.อุทิศ นาคสวัสดิ์ จึงได้สอบเทียบ ทำวิทยานิพนธ์ และได้รับปริญญาเศรษฐศาสตร์สหกรณ์มหาบัณฑิตในพ.ศ.๒๔๙๖ นั้นเอง
ต่อมา พ.ศ.๒๔๙๘ ได้เดินทางไปเรียนต่อระดับปริญญาเอกที่ Cornell University ประเทศสหรัฐอเมริกา สำเร็จการศึกษาได้รับปริญญาเอกทางเศรษฐศาสตร์การเกษตรใน พ.ศ. ๒๕๐๐ จึงเดินทางกลับมารับราชการต่อที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์




ชีวิตครอบครัวและช่วงอายุรับราชการ ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ได้สมรสกับนางวิไล นาคสวัสดิ์ และมีบุตรรวม ๕ คน เป็นชาย ๑ หญิง ๔ ท่านได้ลาออกจากราชการเมื่อวันที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๑๙ รวมเวลารับราชการ ๓๖ ปี ๒ เดือน

ศาสตราจารย์ ดร.อุทิศ นาคสวัสดิ์ เรียนจะเข้และเครื่องสายกับบิดาที่อัมพวา ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของนักดนตรีที่มีชื่อเสียงหลายท่าน อาทิ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย หลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) และครูเอื้อ สุนทรสนาน นอกจากนี้ ศาสตราจารย์ ดร.อุทิศ นาคสวัสดิ์ยังได้เรียนซอสามสายกับพระยาภูมีเสวิน และเป็นศิษย์ของหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ตั้งแต่ปีพ.ศ. ๒๔๘๘ สามารถบรรเลงเดี่ยวเครื่องดนตรีหลายชนิดได้อย่างดีเยี่ยม โดยเฉพาะอย่างยิ่งซอสามสาย ซอด้วง ซออู้ และขลุ่ย ได้รับการครอบครูจากหลวงประดิษฐไพเราะให้เป็นผู้อ่านโองการและสามารถทำพิธีไหว้ครูดนตรีและนาฏศิลป์ได้

ความสามารถในด้านดนตรีไทยของ ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ ทำให้คนจำนวนไม่น้อยเข้าใจผิดว่าท่านเรียนจบดอกเตอร์มาทางดนตรี เนื่องจาก ท่านมีความเชี่ยวชาญด้านดนตรีไทยอย่างหาใครเทียบได้ยาก สามารถบรรเลงเพลงไทยและอธิบายเครื่องดนตรีต่างๆ ได้ทุกชนิด และแต่งเพลงไทยไว้เป็นจำนวนมาก ทั้งเพลงเถา เพลงเกร็ด และเพลงตับ นอกจากนี้ ได้ทำเพลงชุดหางเครื่อง มีทั้งทางบรรเลง ทางร้องทางรับ รวมทั้งแต่งเพลงไทยเนื้อเต็ม (เพลงที่มีการบรรจุคำร้องลงแทนการเอื้อน) เพลงไทยประสานเสียง เพลงสอนคติธรรม และเพลงปลุกใจไว้มากมาย ในส่วนของเพลงเดี่ยว ศาสตราจารย์ ดร.อุทิศ นาคสวัสดิ์ ได้คิดทางเดี่ยวเครื่องดนตรีต่างๆ ไว้ไม่น้อย ทั้งซอสามสายและเครื่องสายอื่นๆ



ดร.อุทิศ เดี่ยวซอด้วงกราวในที่บ้านบาตร


ท่านได้ก่อตั้งวงดนตรีไทยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ขึ้นในปี พ.ศ. ๒๕๐๑ ได้สร้างเครื่องมโหรีชุดใหญ่ลงรักปิดทอง มีโต๊ะวางรองเครื่องดนตรี และมีเก้าอี้สำหรับผู้บรรเลงนั่ง เครื่องสายทำด้วยงาและประกอบงา ถือเป็นชุดเครื่องดนตรีที่มีมาตรฐานมาก ใช้เวลาในการสร้างเครื่องดนตรีทั้งหมด ๘ เดือน โดยมีคุณหญิงชิ้น ศิลปบรรเลง ช่วยติดต่อหาช่างทำเครื่องดนตรีให้

นอกจากนี้ ยังมีเครื่องสายผสมขิม แคนวง และอังกะลุงด้วยอีกอย่างละ ๑ ชุด จากนั้นสร้างเรือนดนตรีไทยขึ้นหลังหนึ่ง ใช้มาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๒ จนถึง พ.ศ. ๒๕๔๕ จึงได้ย้ายไปอยู่ที่เรือนใหม่ข้างสำนักพิพิธภัณฑ์และวัฒนธรรมการเกษตร วงดนตรีไทยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์แต่ก่อนนี้มีชื่อเสียงมาก สามารถบรรเลงและขับร้องได้ทั้งเพลงเถา เพลงเกร็ด และเพลงเนื้อเต็มที่มีท่วงทำนองลีลาที่ถูกใจคนฟังโดยทั่วไป และมีเพลงที่ ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์แต่งเองทั้งทำนองและเนื้อร้อง จำนวนไม่น้อยรวมกันแล้วกว่า ๑๐๐ เพลง

ในด้านการส่งเสริมและเผยแพร่ดนตรีไทย ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ได้รับการยอมรับนับถือว่าเป็นผู้ที่ทุ่มเทกำลังความสามารถทุกด้าน รวมทั้งกำลังทรัพย์ ในการทำงานดนตรีไทยอย่างต่อเนื่อง โดยท่านได้เผยแพร่ดนตรีไทยผ่านทางรายการวิทยุและรายการโทรทัศน์ บรรยายความรู้ดนตรีไทยตามโรงเรียนและสถาบันอุดมศึกษาที่ต่างๆทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด โดยหลักแล้วมักจะอธิบายให้ผู้ชม ผู้ฟังรู้จักดนตรีไทยในแง่มุมต่างๆ อาทิ วิธีการบรรเลงเครื่องดนตรีชนิดต่างๆ หน้าที่ของเครื่องดนตรีแต่ละชนิด การขับร้องเพลงไทย และการฟังเพลงไทยให้เป็น เป็นต้น

รายการโทรทัศน์ที่เป็นที่รู้จักและได้รับความนิยมอย่างสูงคือ รายการ “ดร.อุทิศ แนะดนตรีไทย” ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ ในช่วง พ.ศ. ๒๕๐๔ - พ.ศ. ๒๕๒๕ ส่วนรายการทางสถานีวิทยุนั้นก็ได้รับความนิยมเช่นกัน ทั้งรายการสังคีตนิยม ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย รายการเพลงไทยระบบสเตริโอ ๔ ทิศทางรอบตัวของ ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ ทางสถานีวิทยุ รด. ภาคเอฟ เอ็ม รายการกล่อมนิทรา ทางสถานีวิทยุ ม.ก. และรายการอื่นๆ

งานส่งเสริมและเผยแพร่ดนตรีไทยที่ ศาสตราจารย์ ดร.อุทิศ นาคสวัสดิ์ ได้กระทำอย่างต่อเนื่องนั้น เป็นที่ยอมรับและได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนในวงกว้าง ดังจะเห็นได้จากรางวัลและเกียรติคุณมากมายที่ท่านได้รับ อาทิ รางวัลรายการดีและเด่น (พ.ศ. ๒๕๑๕) จากสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบก ช่อง ๕ โล่และประกาศนียบัตร (พ.ศ. ๒๕๑๘) จากสมาคมนักประชาสัมพันธ์แห่งประเทศไทย ในฐานะที่เป็นผู้เผยแพร่ดนตรีไทย อันเป็นการดำรงไว้ซี่งวัฒนธรรมอันดีงามของชาติตลอดมา (รางวัลเกียรติคุณนี้ สมาคมฯได้เปลี่ยนเป็นมอบสังข์เงินให้แก่ผู้ได้รับรางวัลในระยะต่อมา) รางวัลตุ๊กตาทอง (พ.ศ. ๒๕๒๓) จาก ทีวีตุ๊กตาทองมหาชน ในฐานะผู้จัดรายการรักษาไว้ซึ่งศิลปวัฒนธรรมไทยดีที่สุด และรางวัลเมขลา (พ.ศ. ๒๕๒๓) จากสมาคมผู้สื่อข่าวบันเทิงแห่งประเทศไทย ในฐานะผู้ส่งเสริมดนตรีไทยดีเด่นจากรายการดร. อุทิศแนะดนตรีไทย

ในด้านการทำงานวิชาการดนตรี ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ได้ผลิตตำราและคู่มือฝึกดนตรีไทยหลายเล่ม อาทิ ทฤษฎีและหลักปฏิบัติดนตรีไทย ภาค ๑ (ภาคทฤษฎี) และภาค ๒ (ภาคปฏิบัติ) ประมวลบทเพลงไทย (สำหรับบทปี่พาทย์) เพลงตับ และเพลงเนื้อเต็มต่าง ๆ คู่มือฝึกอังกะลุง คู่มือฝึกซอสามสาย ซอด้วง ซออู้ ขลุ่ย จะเข้ และเขียนบทความเกี่ยวกับดนตรีไทยอีกเป็นจำนวนมาก รวมทั้งโน้ตเพลงไทยอีกกว่า ๑๐๐ เพลง

ในด้านการคิดค้นนวัตกรรมทางดนตรี ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ได้คิดค้นและพัฒนาปรับปรุงเครื่องดนตรีขึ้นหลายชนิด เช่น อังกะลุงราวสำหรับบรรเลงคนเดียว ระนาดเอกอะลูมิเนียมในระบบครึ่งเสียง (มี ๑๔ เสียงในหนึ่งคู่แปด) ระนาดทุ้มเหล็กที่ปรับปรุงให้มีเสียงกังวานมากขึ้นด้วยการเปลี่ยนลูกระนาดเป็นอะลูมิเนียมแข็งและเพิ่มหลอดดูดเสียงแทนรางอย่างแต่ก่อน ระฆัง ๙ เสียงที่สร้างขึ้นเพื่อใช้กับวงดนตรีไทยประสานเสียง ฆ้องโหม่งราวที่ปรับปรุงให้เคลื่อนย้ายง่ายและสะดวกในการนั่งบรรเลง เป็นต้น

สำหรับการสนับสนุนนักดนตรีและนาฏศิลป์โดยทั่วไป ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ได้ก่อตั้งสมาคมสงเคราะห์สหายศิลปินขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๕๑๓ มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยสงเคราะห์สมาชิกที่เป็นศิลปินนักดนตรีและนาฏศิลป์ทั่วประเทศ และยังเป็นการช่วยยกระดับมาตรฐานการแสดงดนตรีและนาฏศิลป์ให้สูงขึ้นอีกด้วย ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์เป็นนายกสมาคมฯคนแรก โดยดำรงตำแหน่งอยู่ ๙ ปีจึงลาออก ในส่วนการดำเนินงานของสมาคมฯนั้น มีการจัดงานไหว้ครูดนตรีและนาฏศิลป์เป็นประจำทุกปี มีการแสดงนาฏศิลป์ การบรรเลงดนตรีถวายมือ รวมทั้งการประกวดบรรเลงดนตรีด้วย นอกจากนี้ สมาคมยังได้ดำเนินกิจกรรมอื่นๆที่เป็นการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมอีกหลายอย่าง ปัจจุบันสมาคมฯยังคงมีการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง สำนักงานสมาคมฯตั้งอยู่ที่วัดพระพิเรนทร์ วรจักร กรุงเทพมหานคร

เกียรติคุณอีกประการหนึ่งของศาสตราจารย์ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ คือการที่ท่านเป็นผู้เทิดทูนชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์เป็นอย่างยิ่ง ท่านมีความภาคภูมิใจในศิลปวัฒนธรรมไทย และ ส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมและความนิยมไทยอย่างจริงจัง เห็นได้จากการรวมกลุ่มจัดตั้ง “ชมรมผู้นิยมใช้ของไทย” ขึ้นในปีพ.ศ. ๒๕๑๓ ต่อมาจดทะเบียนเป็น “สมาคมนิยมไทย” ในปี พ.ศ. ๒๕๑๖ หม่อมหลวงนวลผ่อง เสนาณรงค์ เป็นนายกสมาคมฯ ศาสตราจารย์ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์เป็นอุปนายกสมาคมฯและประธานอนุกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์ด้วย งานหลักของสมาคมฯคือการรณรงค์ให้คนไทยรักความเป็นไทย ใช้สินค้าของไทย การดำเนินงานกระทำผ่านสื่อหลายช่องทางทั้งหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ การบรรยายและอภิปรายตามสถานที่ต่างๆ รวมทั้งการเขียนบทความและคำขวัญ

สำหรับการนำดนตรีเข้ามามีบทบาทในงานนี้นั้น ศาสตราจารย์ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ ได้แต่งเพลงปลุกใจให้นิยมไทยขึ้นหลายเพลง และได้นำออกแสดงในรายการโทรทัศน์เป็นประจำ ทั้งยังบันทึกเทปและแผ่นเสียงโดยใช้ทุนส่วนตัว แล้วแจกให้กับโรงเรียนต่างๆเป็นวิทยาทาน เรียกได้ว่าท่านได้ทุ่มเทกำลังกาย กำลังใจ กำลังทรัพย์ ตลอดจนสติปัญญา เพื่อปลูกฝังอุดมการณ์นิยมไทย ให้เป็นที่รู้จักและแทรกซึมเข้าไปในจิตใจของเยาวชนและประชาชนคนไทยทุกเพศทุกวัย จนทำให้เกิดการตื่นตัวนิยมไทยมากขึ้นในครั้งนั้น

เครื่องราชอิสริยาภรณ์ ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดคือ ประถมาภรณ์มงกุฎไทย (พ.ศ.๒๕๑๗)

วาระสุดท้ายของชีวิต ศาสตราจารย์ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ได้ถึงแก่อนิจกรรม เมื่อวันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๒๕ สิริอายุได้ ๕๙ ปี ๔ เดือน ๒๐ วัน

กล่าวได้ว่า ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ เป็นอีกหนึ่งศิลปินจากท้องถิ่นอัมพวา ผู้สรรค์สร้างคุณูปการให้กับประเทศชาติไว้มากมาย ทั้งในด้านวิชาชีพเศรษฐศาสตร์การเกษตร ซึ่งเป็นงานราชการหลัก และงานด้านศิลปวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านดนตรีไทย ซึ่งเป็นงานที่ท่านรักและทุ่มเทแรงกายแรงใจเป็นอย่างยิ่ง ผลงานด้านต่างๆของศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์นั้น เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นได้อย่างดีว่า ศิลปินจากถิ่นอัมพวา มีความรู้ความสามารถหลากหลายด้านทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติ
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
mod2



เข้าร่วม: 24 Feb 2005
ตอบ: 404

ตอบตอบเมื่อ: Wed Aug 17, 2011 11:57 pm    เรื่อง: ตอบโดยอ้างข้อความ

ตระกูลหลวงสุนทร (ครูบาง - ครูเสนาะ หลวงสุนทร)

สมุทรสงคราม นอกจากจะเป็นแผ่นดินถิ่นที่กำเนิดโดยตรงนักดนตรีไทยมากมายแล้ว ยังเป็นที่ที่ท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะได้พบปะกับสองพ่อลูกตระกูลหลวงสุนทร ครูบางและครูเสนาะ แม้ว่าจะมิใช่บ้านเกิดจริงแต่แรกเริ่ม แต่ก็เป็นพื้นที่ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในชีวิตของสองพ่อลูกนี้อย่างยิ่งใหญ่

ผู้พ่อเป็นคนเมืองเพชร ครูบาง หลวงสุนทร เกิดเมื่อวันอังคาร เดือน ๖ ปีมะแม (พ.ศ.๒๔๕๐) ที่หมู่บ้านลาดโพธิ์ ตำบลสำโรง จังหวัดเพชรบุรี เป็นบุตรของนายครื้น และนางโดย หลวงสุนทร มีพี่ชายร่วมบิดามารดา ๑ คน ชื่อ นายรับ ซึ่งมีความสามารถทางตีระนาดได้ ครูบางเข้าเรียนชั้นประถมที่วัดลาดโพธิ์ จนอายุครบบวชจึงได้บวชที่วัดลาดโพธิ์ ๒ พรรษา สอบนักธรรมตรี เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๒ เมื่อลาสิกขาแล้ว ได้สมรสกับนางสนิท ในปี พ.ศ. ๒๔๗๓ มีบุตรธิดารวมทั้งสิ้น ๘ คน มีเพียง ๓ คนเท่านั้นที่เป็นนักดนตรีไทย คือ ๑. ครูเสนาะ หลวงสุนทร ระนาด ๒. ครูสนุ่น หลวงสุนทร ระนาด ๓. นายนิด (หรือสนิท) หลวงสุนทร ระนาดทุ้ม

ครูบาง หลวงสุนทร เริ่มเรียนดนตรีไทยเมื่ออายุได้ ๑๐ ขวบกับนายครื้น ผู้เป็นบิดา โดยเรียนฆ้อง เพลงสาธุการ และเรียนเป่าปี่ไล่เสียงให้ชัดเจน จนได้ต่อเพลงทางปี่ เพลงแรกคือ เพลงโล้ จากนั้นได้ศึกษาเพิ่มเติมกับครูอีกหลายท่าน คือ ครูแดง พาทยกุล เรียนฆ้องวงใหญ่, ครูหลวงประดิษฐไพเราะฯ เรียนปี่, ครูเจียน-ครูสาลี่ มาลัยมาลย์ เรียนปี่, ครูหลวงบำรุงจิตเจริญ เรียนฆ้องวงใหญ่ และได้ต่อเพลงหน้าพาทย์จนถึงองค์พระพิราพ

ช่วงหนึ่ง ครูบางเคยพาครอบครัวมาอยู่อัมพวา ประกอบอาชีพช่างตัดผม ทำน้ำตาลมะพร้าว มีวงปี่พาทย์เป็นของตนเอง จนได้พบกับหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ซึ่งหลบหนีสงครามมาพำนักอยู่อัมพวาเช่นกัน จึงได้ฝากบุตรชายให้เป็นศิษย์ และสานต่อความสัมพันธ์กับท่านครูมาเรื่อยๆ จนมีโอกาสไปเป็นหนึ่งในคนปี่ประจำบ้านบาตร แสดงฝีมือเดี่ยวครั้งแรก เมื่ออายุ ๓๐ ปีเศษ ในงานไหว้ครูบ้านบาตร เป็นการเดี่ยวปี่เพลงแขกมอญ และเพลงพญาโศก



ครูบาง หลวงสุนทร ร่วมบรรเลงปี่หมู่ ออกรายการโทรทัศน์ในอดีต


ต่อมาเมื่ออายุได้ ๕๐ ปี (พ.ศ.๒๕๐๐) ครูประสิทธิ์ ถาวร ได้เชิญไปเป็นอาจารย์สอนปี่พาทย์ที่วิทยาลัยนาฏศิลป์ ศิษย์ปี่พาทย์ที่มีฝีมือ ได้แก่ นายสุรพล หนูจ้อย นายเสรี ชื่นจิ๋ว ผศ.วิเชียร อ่อนละมุล ดร.สิริชัยชาญ ฟักจำรูญ เป็นต้น รางวัลที่ภาคภูมิใจในชีวิตการเป็นนักดนตรีคือ เคยได้รับพระราชทานแหนบทองคำจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน ในฐานะศิลปินดนตรีไทย เคยเดินทางไปแสดงดนตรีไทยในต่างประเทศหลายครั้ง คือ ประเทศมาเลเซีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศญี่ปุ่น และประเทศเยอรมัน เคยฝากเสียงบันทึกเดี่ยวขลุ่ยเอาไว้ในเทปคาสเซ็ทของครูประสิทธิ์ ถาวร ช่วงปลายชีวิต ครูบางพักอยู่บ้านถนนจรัญสนิทวงศ์ ท่าพระ บางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร ครูบางถึงแก่กรรมเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๕ พระราชทานเพลิงศพที่วัดท่าพระ



ครูเสนาะ หลวงสุนทร งานสังคีตรัตนสิรินทร์ที่อัมพวา ๒๕๔๖


ครูเสนาะ หลวงสุนทร หนึ่งในคนดนตรีสายเลือดอัมพวาที่วงการดนตรีไทยยกย่องว่า มีความรอบรู้ทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ เกิดเมื่อ ๑๒ กันยายน ๒๔๗๗ ที่จังหวัดสมุทรสงคราม เริ่มเรียนดนตรีไทยกับคุณตาถม เจริญผล และบิดาคือครูบาง หลวงสุนทร พออายุได้ ๑๔ ปี จึงมาเป็นศิษย์ท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) โดยเริ่มจากเดินทางไปกลับกรุงเทพ-แม่กลอง และต่อมาได้ย้ายเข้าไปพำนักในบ้านบาตรเพื่อเรียนดนตรีอย่างจริงจังเมื่ออายุได้ ๑๗ ปี

อันที่จริง ครูเสนาะได้มีโอกาสพบกับท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ตั้งแต่ครั้งที่เกิดสงครามโลก หลวงประดิษฐไพเราะได้พาครอบครัวลี้ภัยสงครามมาพำนักอยู่กับครูเทียน แห่งวัดท้องคุ้ง สมุทรสงคราม ในช่วงนั้น ครูบาง หลวงสุนทร มีกิจการร้านตัดผมและทำปี่พาทย์อยู่อัมพวาพอดี เมื่อทราบข่าวว่าหลวงประดิษฐไพเราะฯมาอยู่ที่นี่ จึงได้พาบุตรชายไปกราบฝากเรียนดนตรีด้วย โดยหวังว่าจะให้เป็นคนปี่เพราะบ้านครูบางขาดคนปี่เวลาออกงาน แต่ด้วยความเมตตา ท่านครูได้ต่อเดี่ยวระนาดเพลงนกขมิ้นให้เป็นเพลงแรกหลังจากตรวจแขนดูข้อที่บ้านครูเทียนในครั้งนั้นเลย

เมื่อพายุสงครามหาเอเซียบูรพาซาซบสงบลง ครูเสนาะในวัย ๑๔ ปี จึงได้เข้าไปฝึกฝนดนตรี อย่างจริงจัง ณ บ้านเลขที่ ๑๓๕ ถนนบริพัตร ซึ่งช่วงแรกนั้นก็มิได้เรียนระนาดเอกแต่อย่างใด ด้วยท่านครูเห็นว่ามือไม้ ข้อแขน ไม่สู้แข็งแรงนัก จึงให้ฝึกฆ้องวงใหญ่ไปก่อน รวมกับศิษย์ในรุ่นเดียวกัน อาทิ ครูประถม นักปี่, ครูสง่า คชรัตน์ ซึ่งกลับเป็นผลดีทำให้ครูเสนาะได้มือฆ้องทำนองเพลงการต่างๆ รวมทั้งเดี่ยวของท่านครูไว้มากมิใช่น้อย แต่หากเวลาออกงานก็ต้องเลื่อนไปนั่งตีฆ้องวงเล็ก โดยมี ครูจรัล กลั่นหอม ตีระนาดเอก, ครูช่อ อากาศโปร่ง ฆ้องวงใหญ่ ส่วนระนาดทุ้ม ก็เป็นหน้าที่ของสังวาลย์ (ฉายา สังวาลย์ขาปุก)

ครูเสนาะ อาศัยเรือนเครื่องของบ้านบาตร เป็นที่ กิน นอน เรียน โดยมี คุณติ๊ก นิคม สาคริก หลานตาของท่านครู ดูแลเอาใจใส่ ให้ความช่วยเหลือ เช้ามืดก็ปลุกให้ไล่ระนาด โดยคุณติ๊กได้นำไม้ระนาดทองแดงมรดกตกทอดจากครูสินสู่หลวงประดิษฐไพเราะ มาให้ครูเสนาะใช้ไล่มือเป็นพิเศษ ซึ่งท่านครูก็ทราบแต่มิได้หวงห้ามแต่ประการใด ภายหลังครูเสนาะจึงได้มีโอกาสฝึกฝีมือในเชิงระนาดอย่างจริงจัง ทั้งเพลงหมู่ และเพลงเดี่ยว เช่น แขกมอญ สารถี พญาโศก ต่อยรูป นารายณ์แปลงรูป ทะแย และลาวแพน คนระนาดเอกที่ท่านครูต่อให้พร้อมๆกันเป็นหมู่ มี ครูประคอง วิสุทธิวงศ์, ครูสุบิน จันทร์แก้ว, ครูสวิต วงศ์บุญลือ

ส่วนเพลงกราวในนั้น ครูเสนาะเล่าว่า ต่อทำนองสามชั้นจบเรียบร้อยแล้ว ก็มีเหตุที่ต้องติดตามปรนนิบัติท่านครูไปจังหวัดนครปฐม ด้วยมีบ้านดนตรีบ้านหนึ่งได้เชิญท่านครูไปต่อเพลงอีกปรับวงให้ ตอนกลางวันทุกคนเขาก็ไปทำงานกันหมด อยู่กับท่าน ๒ คน ท่านก็เมตตาต่อกราวใน ๒ ชั้น กับชั้นเดียวให้ เรียกว่าเพลงนี้ไปจบที่นครปฐม พอกลับมาก็เลยขอให้ท่านทำเดี่ยวอื่นๆ ให้ครบเป็นเถาอีก ท่านก็ทำทะแยให้เป็นเพลงแรก

นอกจากนั้นท่านครูยังจับนิ้วปี่มอญให้ครูเสนาะด้วย เหตุเพราะคนปี่ในวงของท่านเบี้ยวงานอยู่บ่อยครั้ง ท่านจึงเรียกมาต่อให้เพียงสองสามนิ้ว แล้วก็ยกกำพวดให้ออกงานที่วัดดวงแขเป็นงานแรกเลย โดยมิทราบว่าครูเสนาะนั้นได้ร่ำเรียนปี่ในมาจากบิดาจนแก่กล้าพอตัวแล้ว ถึงขนาดที่ในภายหลังเคยขึ้นเวทีสังคีตศาลาในนามวงมาลัยมาลย์ เดี่ยวประชัน เพลงกราวใน เถา กับคนปี่บ้านท่านครู คือ สมบัติ เดชบรรลือ ที่ในงานนั้นเป่าให้กับวงบ้านดุริยประณีต ซึ่งก็ได้สร้างแปลกใจให้ผู้คนในแวดวงดนตรีปี่พาทย์ในครั้งนั้นมิใช่น้อย

ช่วงปลายชีวิตของท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะ ครูเสนาะได้ทำหน้าที่สนองคุณปรนนิบัติบีบนวด ดูแลกระทั่งลมหายใจสุดท้ายของท่าน ร่างของท่านครูได้ตั้งไว้ในโถงกลางของบ้านบาตร เป็นเวลาแรมปีเพื่อเป็นที่เคารพสักการะ และประกอบพิธีสงฆ์อย่างต่อเนื่องทุกวันเสาร์ ซึ่งเป็นวันเกิดของท่าน นอกจากลูกหลานที่ต้องคอยดูแลแล้ว ก็มีครูเสนาะ ที่หอบเสื่อหอบหมอนจากเรือนเครื่องมานอนเฝ้าท่านครูอยู่มิห่าง นอกจากนั้นยังทำหน้าที่เป็นคนระนาดประจำบ้าน รับส่งพระตลอดปีแห่งการบำเพ็ญกุศลนั้นด้วย

เพลงสุดท้ายที่ได้จากบ้านบาตร หลังช่วงคุณครูถึงแก่กรรมคือเพลงทยอยเดี่ยว ครูเสนาะเล่าว่า คุณยายโชติ ศิลปบรรเลง ภรรยาของท่านครูเรียกไปพบ คืนเงิน ๑๐๐ บาท ซึ่งเป็นที่กำนลท่านครูตั้งไว้ คืนให้ ครูเสนาะจึงต้องไปต่อเพลงนี้กับครูเผือด นักระนาด ศิษย์ผู้พี่ร่วมสำนักแทน

ครูเสนาะได้เข้ารับราชการที่กองดุริยางค์กองทัพบก ในพ.ศ. ๒๔๙๙ เริ่มจากตำแหน่งพลทหารแล้วทำความดีความชอบเลื่อนยศมาเรื่อยๆจนเกษียณอายุในยศพันโท ระหว่างที่เป็นคนระนาดกองดุริยางค์กองทัพบกได้ศึกษาวิชาทฤษฎีโน้ตเพิ่มเติมจากพันเอกชูชาติ พิทักษากร เรียนคลาริิเนตเพิ่มเติมจนสามารถบรรเลงเพลงเดี่ยวได้ดี ได้ประพันธ์เพลงให้วงดุริยางค์กองทัพบกหลายเพลง ที่เด่นมากคือ โหมโรงจักรทอง ทัพบกรุกรบ เถา นกขมิ้นสี่ชั้น เดี่ยวระนาดอาเฮียสามชั้น เทพบรรทมสามชั้น นารายณ์แปลงรูปสองชั้น ชั้นเดียว และครึ่งชั้น เพลงอื่นๆคือโหมโรงภัทรมหาราช โหมโรงนวมิทร์มหาราชา ได้รับเชิญเป็นอาจารย์สอนชมรมดนตรีไทยโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๓, สอนที่คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๒๖, สอนที่ภาควิชาศิลปนิเทศ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ๒๕๒๖ - ๒๕๔๙ นอกจากนี้ยังเป็นคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในการจัดทำเกณฑ์มาตรฐานดนตรีไทยของทบวงมหาวิทยาลัยด้วย

ครูเสนาะเป็นศิษย์ท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะที่มีความกตัญญูสูงมาก ได้รวมรวมเพื่อนร่วมสำนักตั้งวงดนตรีศิษย์ศรทอง ทำหน้าที่บรรเลงระนาดเอกในวงศิษย์ศรทองมาตลอด โดยเฉพาะงานไหว้ครูของมูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะฯ ไม่เคยพลาดการเข้าร่วมงานเลย

นอกจากนี้ยังมีงานบันทึกเสียงครั้งสำคัญในโครงการของแกรมมี่และหนังสือศิลปวัฒนธรรม “เสียงของแผ่นดิน” ร่วมกับวงปี่พาทย์ศิษย์ศรทอง สำนักปี่พาทย์บ้านบาตร ในความควบคุมของครูสุบิน จันทร์แก้ว และกลุ่มนักดนตรีรุ่นอาวุโสซึ่งเป็นศิษย์ร่วมสำนักหลายท่าน เช่น ครูเสนาะ หลวงสุนทร, ครูหยด ผลเกิด, ครูฉลาก โพธิ์สามต้น, ครูประมวล อรรถชีพ, ครูอุทัย แก้วละเอียด เป็นต้น โดยทำการบันทึกเสียงที่ บริษัทแฮนด์แอคมีย์ ซัพพลายส์ (ซอยบุปผาสวรรค์) เมื่อ พ.ศ.๒๕๔๐ มีเพลงสำคัญของท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ไว้มากมาย เช่น กำสรวลสุรางค์ เชิดจีนทางวังบางคอแหลม ธรณีร้องไห้ โอ้ลาว พม่าเห่ จีนนำเสด็จ พม่าห้าท่อน ๖ ชั้น เป็นต้น

ทุกวันนี้ท่านยังคงมีชีวิตอยู่ พำนักอยู่เขตสะพานสูง กรุงเทพมหานคร ยังคงให้ความรู้แก่เยาวชนรุ่นใหม่ๆอย่างมิเห็นแก่เหน็ดเหนื่อย ทำงานบันทึกเพลงไทยเป็นโน้ตสากลและยังคงรับหน้าที่ผู้ประกอบพิธีกรรมไหว้ครูให้กับวงการดนตรีไทยเสมอๆ โองการไหว้ครูดนตรีไทยได้รับมอบจากครูบุญยัง เกตุคง และครูประสิทธิ์ ถาวร

มีผู้สืบทอดความรู้ทางปี่พาทย์หลายคน อาทิ สมนึก ศรประพันธ์, ครูสนุ่น หลวงสุนทร, ครูสุเชาวน์ หริมพานิช รวมทั้งบุตรชายคืออาจารย์ภาวัช (นราพงษ์) หลวงสุนทร ซึ่งสอนดนตรีไทยอยู่ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์สืบต่อมาจากครูเสนาะ หลวงสุนทร
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
mod2



เข้าร่วม: 24 Feb 2005
ตอบ: 404

ตอบตอบเมื่อ: Fri Aug 19, 2011 11:10 pm    เรื่อง: ตอบโดยอ้างข้อความ

ตระกูลทางมีศรี (แย่ง-ชัยยะ-ประโยชน์)



ครูแย่ง ทางมีศรี บรรเลงฆ้องมอญของครูพริ้ม นักปี่


เสถียร ดวงจันทร์ทิพย์ เขียนถึงครูแย่ง ทางมีศรี ในหนังสือจดหมายเหตุดนตรี ๕ รัชกาล (๒๕๔๙: ๒๓๓)ว่า ครูแย่ง ทางมีศรี เกิดเมื่อวันที่ ๒๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๕๒ ที่บ้านบางครก จังหวัดเพชรบุรี เป็นลูกของนายเทียบและนางอิน ชังวิศรี ปู่ชื่อชัง ย่าชื่อนวล อาชีพทำนาและทำพิณพาทย์ มีพี่น้อง ๗ คน คือ นายเปา, นายแป๋ว, นางปุ๋ย, นายแย่ง (เสียชีวิตตอนเด็ก ๑ คน) นางเยื่อง นางแดง จำนวนนี้ที่เป็นดนตรีคือ นายแป๋วพี่ชายและครูแย่ง

บิดาของท่านเป็นนายวงปี่พาทย์เครื่อง ๕ ตีฆ้องและตีตะโพนฝีมือดี เคยสอนตะโพนให้กับนายสอนที่บ้านวัดเขาตะเครา ครูแย่งหัดปี่พาทย์กับนายจันทร์ สังขทรัพย์ ลูกผู้พี่ พร้อมกับนายประเสริฐที่เป็นนักดนตรีวงเดียวกัน จนอายุ ๑๑ ปี จึงเดินทางไปอยู่ที่บ้านนายเอิบ นันตสุคนธ์ นายวงปี่พาทย์ที่คลองบางแค อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม และได้เรียนเพิ่มเติมกับครูกล้อย ณ บางช้าง ครูผู้ใหญ่อีกท่านหนึ่งของวงการดนตรีไทยที่นั่น

อีก ๘ ปีต่อมา นายหวายน้องชายของนายโถ มานะเสนาะ คนฆ้องฝีมือดีรุ่นแรกของวังบางขุนพรหม พาไปฝากเป็นลูกศิษย์ครูปาน นิลวงศ์ ที่บ้านคลองอัมพวา หลังจากนั้นได้ไปเรียนเพิ่มเติมที่วงปี่พาทย์วัดช่องลม เมืองราชบุรี เป็นศิษย์รุ่นเดียวกับครูรวม พรหมบุรี, ครูละเอียด เผยเผ่าเย็น ฯลฯ แล้วกลับมามีครอบครัวอยู่กับนางปลีก นันตะสุคนธ์ที่คลองอัมพวา ยึดอาชีพทางดนตรีมาโดยตลอด จนมีวงปี่พาทย์ไทย ปี่พาทย์มอญ และแตรวงเป็นของตนเอง ได้ฝึกสอนดนตรีมีลูกศิษย์เป็นอันมาก สำหรับลูกทั้ง ๖ คนนั้น ผู้ที่สืบทอดทางดนตรีคงมีเพียง ๓ คน คือ นายพยอม (เล็ก), นายชัยยะ และ นายประโยชน์ ทางมีศรี

ครูแย่งถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ ๖ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๓๑ อายุ ๘๐ ปี



ครูชัยยะ ทางมีศรี บรรเลงระนาดเอกในวงปี่พาทย์เครื่องใหญ่ กรมศิลปากร


สำหรับครูชัยยะ ทางมีศรี เป็นทั้งทายาทและศิษย์ดนตรีของครูแย่งโดยเริ่มต้น แล้วไปอยู่ที่สำนักดนตรีบ้านครูรวม พรหมบุรี จังหวัดราชบุรี ร่วมยุคกับ ครูประมวล ครุฑสิงห์, ครูวิมล เผยเผ่าเย็น, ครูภานุวัฒน์ ไม้ทองงาม, ครูณรงค์ แก้วอ่อน (รวมบรรเลง), ครูมัณฑนา อยู่ยั่งยืน, ครูประโยชน์ ทางมีศรี เป็นต้น ได้ทำหน้าที่คนระนาดเอกที่สร้างชื่อเสียงให้กับวงรวมศิษย์บรรเลงอย่างมาก ทั้งงานประชันต่างจังหวัดจนถึงการร่วมงานบรรเลงที่งานไหว้ครูดนตรีประจำปีวัดพระพิเรนทร์ กรุงเทพ ที่จัดโดยสมาคมสงเคราะสหายศิลปิน

ต่อมาได้ฝากตัวเป็นศิษย์ครูบุญยงค์ เกตุคง ได้เข้าทำงานในวงดนตรีไทยเทศบาลสมัยที่ครูบุญยงค์เป็นหัวหน้าวงเมื่อพ.ศ. ๒๕๑๐ ช่วงเวลาเดียวกับครูชนะ ชำนิราชกิจ, ครูนิคม รักขุมแก้ว, ครูชาตรี อบนวล, ครูจรินทร์ แจ่มอรุณ, ครูกฐิน วงษ์เชื้อ, ครูสมัคร แก้วละเอียด ก่อนที่จะย้ายไปเข้ารับราชการในตำแหน่งดุริยางคศิลปิน สำนักการสังคีต กรมศิลปากร เป็นคนระนาดกรมศิลปากรที่ได้รับการยกย่องว่ามีฝีมือวิชาความรู้ดีมาก แตกฉานในเพลงโขนละคร หน้าพาทย์ เพลงเรื่อง และเพลงเสภา สำนวนกลอนสละสลวย แม่นยำในเพลงการ เป็นผู้นำวงที่ดี ระหว่างปฏิบัติหนาที่อยู่กรมศิลปากร ได้รับคำแนะนำทางดนตรีเพิ่มเติมจากครูบาอาจารย์หลายท่าน อาทิ ครูมนตรี ตราโมท, ครูเสรี หวังในธรรม, ครูจิรัส อาจณรงค์

ได้รับมอบสิทธิการเป็นประธานประกอบพิธีไหว้ครูดนตรีไทย พร้อมกับครูศักดิ์ชัย ลัดดาอ่อน จาก ดร.สิริชัยชาญ ฟักจำรูญ อดีตอธิบดีกรมศิลปากร เมื่อวันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๕๓ ณ งานไหว้ครูพิพิธภัณฑ์บ้านครูมนตรี ตราโมท จังหวัดนนทบุรี และได้รับแต่งตั้งอย่างเป็นทางการจากกรมศิลปากรให้เป็นหนึ่งในคณะกรรมการตรวจสอบคุณสมบัติผู้ที่เหมาะสมจะรับมอบเพลงหน้าพาทย์องค์พระพิราพในปี ๒๕๕๔ ซึ่งกรรมการท่านอื่นๆมีครูไพฑูรย์ เฉยเจริญ, ครูบุญช่วย, แสงอนันต์, ครูลำยอง โสวัตร และ ครูปี๊บ คงลายทอง ดำเนินการครอบจับมือและต่อเพลงหน้าพาทย์องค์พระพิราพให้กับข้าราชการกรมศิลปากรอย่างครบกระบวนพิธีกรรม

ครูชัยยะได้ฝากฝีมือบรรเลงระนาดเอกในการบันทึกเสียงของวงดนตรีไทยกรมศิลปากรหลายครั้งคราว ทั้งเพลงโขนละคร เพลงหน้าพาทย์พิธีกรรม และเพลงเรื่องที่เป็นแบบแผนวิชาการ ได้ร่วมกับกลุ่มศิษย์ครูบุญยงค์ เกตุคง ก่อตั้งวงปี่พาทย์ศิษย์ครูบุญยงค์ เกตุคง บรรเลงเรื่องและเพลงหน้าพาทย์ในงานไหว้ครูต่างๆเป็นประจำ สมาชิกหลักๆ ครูสุเชาวน์ หริมพานิช, ครูสุรินทร์ สงฆ์ทอง, ครูสมชาย ดุริยประณีต, ครูประยงค์ กิจนิเทศ, ครูสกล อ่องเอี่ยม, ครูบุญปลอด บานเย็น เป็นต้น ได้ร่วมงานกับคณะหุ่นกระบอกอาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต นอกจากนี้ยังมีความสามารถในการประพันธ์บทกวี ใช้นามปากกาว่า “อ๊อด อัมพวา” มีเนื้อเพลงจำนวนมากที่ท่านสร้างสรรค์ขึ้นและแพร่หลายในวงการลิเกไทยปัจจุบัน ที่ขึ้นชื่อที่สุดคือเพลงกระต่ายเต้น บทที่ขึ้นต้นว่า “จันทราลอยแจ่มฟ้าเด่น” นั้นเอง

มีศิษย์ทางดนตรีหลายรุ่น ทั้งในวงดนตรีไทยกรมศิลปากร สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ชมรมดนตรีไทยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศิษย์เอกคนหนึ่งที่ดำเนินรอยตามทางเพลงของครูชัยยะ คือ นายทวีศักดิ์ อัครวงษ์ นักระนาดเอกกรมศิลปากรที่เป็นความหวังของสังคมดนตรีไทยปัจจุบัน
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
mod2



เข้าร่วม: 24 Feb 2005
ตอบ: 404

ตอบตอบเมื่อ: Sat Aug 20, 2011 7:17 pm    เรื่อง: ตอบโดยอ้างข้อความ

ครูรวม แก้วอ่อน รวมล่างแห่งอัมพวา

ครูรวม แก้วอ่อน ถือว่าเป็นหนึ่งในตำนานปี่พาทย์อัมพวา แม่กลอง ถ้าเอ่ยถึง “ครูรวมบน” จะหมายถึง ครูรวม พรหมบุรี ครูปี่พาทย์ระนาดชื่อดังแห่งเมืองราชบุรี และถ้าพูดถึง “ครูรวมล่าง” จะหมายถึง ครูรวม แก้วอ่อน ครูปี่พาทย์นักร้องเพลงไทยชื่อดังของ ปากน้ำ อัมพวา

ทั้งสองครูรวม ต่างเป็นเพื่อนเกลอที่แวะเวียนไปมาหาสู่และเล่นดนตรีด้วยกันตลอดอายุขัย ซึ่งเป็นนักดนตรีรุ่นราวคราวเดียวกับ ครูแย่ง ทางมีศรี, ครูสม วิไล, ครูเอี่ยม เผยเผ่าเย็น ฯลฯ

เดิมครูรวม แก้วอ่อน เป็นคนพื้นเพวัดปากไก่ อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี มาเรียนดนตรีกับครูเท สังขนันท์ ศิษย์ครูปาน วัดปากน้ำ หลังจากนั้นได้ใช้ชีวิตอยู่ที่อัมพวา แต่งงาน กับแม่ครูอาบ แก้วอ่อน ครูหุ่นกระบอกชื่อดังท่านหนึ่งของอัมพวา มีลูกชายที่ได้สืบทอดวิชานักดนตรี ๔ คน

บุตรคนโตคือ ครูณรงค์ แก้วอ่อน อดีตหัวหน้าวงดนตรีไทย กรมประชาสัมพันธ์ ซึ่งเป็นนักร้องเพลงไทยที่มีชื่อเสียงมาก ในวงการดนตรีไทยรู้จักกันในนาม ณรงค์ รวมบรรเลง นักร้องเสียงดีจากลุ่มน้ำแม่กลอง

อันที่จริงคำว่า “รวมบรรเลง” เป็นชื่อวงดนตรี ที่ท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะตั้งชื่อให้ครูรวม พรหมบุรี (อดีตมือระนาดวังบางคอแหลม ที่มีฉายาว่า "ระนาดน้ำผึ้ง") ในสมัยที่ท่านเดินทางมาหลบภัยสงครามโลกที่อัมพวา สมุทรสงคราม

ครูณรงค์ แก้วอ่อน เลือกใช้นามสกุล รวมบรรเลง เนื่องจากได้ไปอยู่บ้านครูรวมที่จังหวัดราชบุรี เมื่อเข้ามาอยู่กรุงเทพฯ ได้เป็นศิษย์เอกของ ครูสุดจิตต์ ดุริยประณีต บ้านบางลำพู เรียนรู้วิชาการขับร้องจนแตกฉาน มีเสียงไพเราะ แม่นเพลงมากจนมีฉายาว่า "ณรงค์ร้อยเถา" หมายถึงสามารถร้องเพลงไหนก็ได้ไม่มีจนเนื้อร้องทำนอง เป็นที่นิยมของคนในวงการปี่พาทย์หาไปร้องตามงานต่างๆประจำ ไม่ว่าจะเป็นงานประชัน งานศพ งานสักวาละครใดๆ รวมทั้งออกรายการวิทยุกระจายเสียงอยู่สม่ำเสมอ เสียงครูณรงค์เป็นเสียงนักร้องชายที่นักฟังเพลงไทยเดิมคุ้นเคยมากที่สุดคนหนึ่งในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา

ลูกชายคนที่สอง คุณประสงค์ แก้วอ่อน อยู่ที่บ้านกล้วย ราชบุรี คนที่สาม จ.ส.อ.ประเวศ แก้วอ่อน (เสียชีวิตแล้ว) และคนสุดท้อง พ.จ.อ.สัมพันธ์ แก้วอ่อน

หลานที่สืบทอดวิชาดนตรีมีสองท่าน คือ กรรธวัช แก้วอ่อน แชมป์คุณพระช่วย นักระนาดกรมศิลปากร และ เบียร์ (ชื่อเล่น) แก้วอ่อน เป็นครูสอนดนตรีอยู่ที่ วัดเฉลิมพระเกียรติ นนทบุรี


ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
แสดงเฉพาะข้อความที่ตอบในระยะเวลา:   
สร้างหัวข้อใหม่   หัวข้อนี้ถูกล็อก คุณไม่สามารถแก้ไข หรือตอบได้    Thaikids.com -> เวทีดนตรีไทย ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
ไปที่หน้า 1, 2, 3, 4, 5  ถัดไป
หน้า 1 จาก 5

 
ไปที่:  
คุณไม่สามารถสร้างหัวข้อใหม่
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ
คุณไม่สามารถแก้ไขข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลบข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลงคะแนน


SwiftBlue Theme created by BitByBit
Powered by phpBB © 2001, 2002 phpBB Group