Thaikids.com Thaikids.com
คุยทางไกลกับไทยคิดส์
กระดานข่าวเก่าเพื่ออ้างอิงข้อมูลเชิญทางนี้ครับ
ติดต่อเวบมาสเตอร์เชิญทางนี้ครับ
 
 ช่วยเหลือช่วยเหลือ   ค้นหาค้นหา   รายชื่อสมาชิกรายชื่อสมาชิก   กลุ่มผู้ใช้กลุ่มผู้ใช้   สมัครสมาชิกสมัครสมาชิก 
 ข้อมูลส่วนตัว(Profile)ข้อมูลส่วนตัว(Profile)   เข้าสู่ระบบเพื่อเช็คข้อความส่วนตัวเข้าสู่ระบบเพื่อเช็คข้อความส่วนตัว   เข้าสู่ระบบ(Log in)เข้าสู่ระบบ(Log in) 

อาถรรพ์ เพลงตับพระพิราพ
ไปที่หน้า 1, 2  ถัดไป
 
สร้างหัวข้อใหม่   ตอบ    Thaikids.com -> เวทีดนตรีไทย
อ่านหัวข้อก่อนหน้า :: อ่านหัวข้อถัดไป  
ผู้ตั้ง ข้อความ
หนักเร็ว



เข้าร่วม: 20 Jul 2007
ตอบ: 62

ตอบตอบเมื่อ: Thu Nov 29, 2007 8:21 pm    เรื่อง: อาถรรพ์ เพลงตับพระพิราพ ตอบโดยอ้างข้อความ

ใครเคยฟังเพลงนี้บ้างครับ เพลงตับพระพิราพ ผมอ่านเจอที่วารสารศิลปวัฒนธรรมที่ห้องสมุดของโรงเรียน ผมจะเล่าเรื่องที่อ่านมาให้ฟัง
"เพลงตับพระพิราพ เป็นเพลงชั้นครู ในหนังสือที่ผมอ่านนั้น เป็นตอนที่หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ ปราโมทย์ ได้อธิบายในบทความเกี่ยวกับนาฏศิลป์ไทย ตอนสุดท้ายมีการแสดงท่าโชว์ โดยที่โชว์ชุดสุดท้ายเป็นการแสดง รำเพลงตับพระพิราพครบชุด คือผู้รำสวมศรีษะพระพิราพ และถ้ารำเป็นท่ารำแม่บท ระหว่างที่มีการสาธิตการร่ายรำอยู่นั้น ท่านคึกฤทธิ์ เริ่มมีสีหน้าไม่ดี แววตาหมองคล้ำ และขณะที่ผู้รำกำลังรำอยู่ ท่านได้ร้องให้จนถึงกับตอ้งใช้ผ้าเช็ดหน้าซับนำตา เมื่อการแสดงจบ ท่านได้บอกว่า ขณะที่ทำการแสดงอยู่นั้น ท่านถูกครูทับ ท่านกล่าวว่าทุกครั้งที่ฟังเพลงตับพระพิราพ จะรู้สึกเหนื่อยอ่อน คับใจ แต่ถ้าได้ขอขมาด้วยดอกไม้ธูปเทียนแล้วก็จะหายจากอาการนั้น ท่านยังกล่าวด้วยว่า คนที่มีสมาธิที่แข็งเท่านั้นที่จะฟังเพลง ตับพระพิราพ ได้
เพื่อนๆว่าจริงไหมคับ เพราะผมเองยังไม่เคยฟัง
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว ส่ง Email
เด็กเมืองตรัง



เข้าร่วม: 23 Oct 2007
ตอบ: 32

ตอบตอบเมื่อ: Fri Nov 30, 2007 3:46 pm    เรื่อง: ตอบโดยอ้างข้อความ

Shocked อันนี้ก็เป็นความเชื่อส่วนบุคล แต่ตัวพี่เองก็เชื่อน่ะเพราะเคยได้ยินมาบ้าง ความศักดิ์ของดนตรีไทยเราไม่สามารถที่จะเห็นได้ เป็นไปได้ให้เคารพครูดนตรีไทยทั้งหลายไว้ก่อน

องค์พระพิราบถือได้ว่าเป็นครูใหญ่ในวงการนาฏศิลป์เลยก็ว่าได้ค่ะ ทั้ง การแสดง โขน ละคร วงดนตรี ก็ให้ความเคารพโดยสิ้น ถือว่าท่านนั้นมีฤทธิ์มาก และก็เชื่อกันว่าท่านเป็นผู้ที่ประดิษฐ์ค้นคิดท่านรำขึ้นมาให้มวลมนุษย์นะครับ อีกนัยหนึ่งเขาก็ถือกันว่า ท่านนั้นเป็นพระนารายณ์ อีกปางหนึ่ง
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
หนักเร็ว



เข้าร่วม: 20 Jul 2007
ตอบ: 62

ตอบตอบเมื่อ: Tue Dec 04, 2007 8:12 pm    เรื่อง: ตอบโดยอ้างข้อความ

ใครมีเพลง ตับพระพิราพ บ้าง
อยากลองฟังดูครับ
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว ส่ง Email
เปาบุ้นจิ้น



เข้าร่วม: 27 Feb 2005
ตอบ: 226

ตอบตอบเมื่อ: Wed Dec 05, 2007 7:15 am    เรื่อง: เปาบุ้นจิ้น ตอบโดยอ้างข้อความ

คุณ "คนคนหนึ่ง" ครับ เรียกชื่อเพลงผิดระวังนะครับ

เขาเรียก "ตระ" องค์พระพิราพ

ไม่ใช่ "ตับ" พระพิราพ

ครับ

ส่วนคุณ อ.พลิ้ว ครับ กรุณาตรวจสอบข้อมูลความรู้ใหม่ก็ดีนะครับ เพราะหากข้อมูลมีความคลาดเคลื่อนอาจสร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเช่นกันแก่ผู้สนใจที่กำลังแสวงหาความรู้ด้านดนตรีนาฏศิลป์

ตาม "ตำนาน" ของไทยแล้ว ท่านไม่ได้เป็นภาคหนึ่งของพระนารายณ์ แต่เป็นภาคหนึ่งของพระอิศวรครับ แต่ตามตำนานจากอินเดียท่านจะเป็นอสูรตนหนึ่ง ที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับเทพองค์ใดเลยครับ
_________________
ยินดีรู้จักกันที่ http://lerkiet.hi5.com http://www.youtube.com/lerkiat
และ www.facebook.com/lerkiat
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว MSN Messenger
ตัวแปร



เข้าร่วม: 24 Apr 2007
ตอบ: 30

ตอบตอบเมื่อ: Wed Dec 05, 2007 10:38 am    เรื่อง: ตอบโดยอ้างข้อความ

เมื่อไหร่เว็บกอไผ่จะเข้าได้ละคะเนี่ย
_________________
ตัวแปร
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว MSN Messenger
julong



เข้าร่วม: 15 Apr 2005
ตอบ: 25

ตอบตอบเมื่อ: Thu Dec 06, 2007 12:18 pm    เรื่อง: ตอบโดยอ้างข้อความ

...เท่าที่ทราบมา...พระนารายณ์อวตารไม่มีปางพระพิราพครับ...
และเทพเจ้าทีเกี่ยวข้องกับการประดิษฐ์ท่ารำของนาฏศิลป์ ก็น่าจะเป็นพระอิศวรครับ...
...แต่ที่ไม่เข้าใจก็คือ...องค์พระพิราพท่านเกี่ยวข้องอย่างไรกับดนตรีไทยนี่แหละครับ...
...เวลาถามครูดนตรีไทยหลายๆ ท่าน ก็มักจะได้รับคำตอบที่เปี่ยมไปด้วยความศรัทธา เคารพ และยำเกรง...
...แต่ก็ยังไม่สร้างความกระจ่างในข้อซักถาม...แม้แต่ตำนานอันนำไปสู่ความเชื่อมโยงระหว่างกับองค์พระพิราพ กับการดนตรีไทย ก็ยังไม่เคยอ่านเจอหรือสดับรับฟังจากที่ไหน
...ครั้นจะรุกคืบซักต่อด้วยความอยากรู้ ก็เกรงจะสร้างความรำคาญ หนักเข้าหลายท่านก็จะโบกมือไล่ ทั้งพูดอย่างระอาว่าเรื่องอย่างนี้ไม่ใช่เรื่องเอามาพูดเล่น ก็เลยยังงงมากระทั่งทุกวันนี้
...บทละครเรื่องรามเกียรติ์นั้น แม้จะไม่ลึกซึ้งแตกฉาน แต่ก็พอผ่านสายตามาบ้าง ยืนยันครับว่า ไม่มีความตอนในที่กล่าวถึงในลักษณะเชื่อมโยงเรื่องราวของพระพิราพเข้าหาดนตรีไทย
...อาจเป็นเพราะข้อจำกัดด้านการตีความวรรณคดี หรือด้วยความแบเบาะของประสบการณ์ด้านตำนานเกี่ยวกับเทพเจ้าของดนตรีไทยของตัวเอง จึงยังไม่สามารถตอบคำถามที่ถามขึ้นมาเองได้
...ถึงอย่างนั้น ด้วยความเชื่อและความศรัทธาที่ได้ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่ครั้งแรกเรียนดนตรีไทย ก็ยังเคารพและนับถือเทพเจ้าทางดนตรีไทยทุกองค์อย่างเสมอมา ความสงสัยดังกล่าวก็ไม่ได้บั่นทอนความรู้สึกนี้ลงไปแม้แต่น้อย
...ท่านผู้รู้ท่านใดทราบข้อมูล ช่วยไขความกระจ่าง จะถือเป็นพระคุณอย่างยิ่งครับ...
_________________
<<"julong">>
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
เด็กอมมือ



เข้าร่วม: 01 Mar 2005
ตอบ: 56

ตอบตอบเมื่อ: Thu Dec 06, 2007 1:34 pm    เรื่อง: ตอบโดยอ้างข้อความ

กราบเรียนท่านใต้เท้าเปาบุ้นจิ้นที่เคารพ ขอได้โปรดเผยความหล่อต่อความรู้ ในเรื่องท่านครูให้กระจ่างแก่พวกเกล้ากระผมเหล่าธุลีดินน้อยๆฝอยพสุธาจะได้ประเทืองเปรื่องปัญญามาคิดขบบรรจบเป็นบทความทางวิชาการวิจัยวิจารณ์ดนตรีวิจักษ์พัฒนาอนุลักอุดมคตินิยมวงกอไผ่ต่อแต่นี้ไปเถิดพ่อรูปหล่ออย่างอนง้อขอเชิญแสดงลิขิตแถลงแต่งภูมิปราชญ์ผู้น้อยบังอาจขอเป็นตัวแทนเสนอแหน พณฯ หัวเจ้าท่าน โปรดพลันอย่ารอช้าชำระคดีความดึกดำบรรพ์เป็นชั้นมาเผยแผ่แก่โลกาอย่าค้างคาเอาไว้โปรดเถิดดวงใจมาค้นมาหามาวินิจฉัยมาตีความบัดนี้เทอญ
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
รักษ์ดนตรี



เข้าร่วม: 23 Jun 2005
ตอบ: 469

ตอบตอบเมื่อ: Sat Dec 08, 2007 3:42 pm    เรื่อง: ช้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ พระพิราพ ตอบโดยอ้างข้อความ

ผมเล่นดนตรีไทยมาสามสิบปี ไปเข้าพิธีไหว้ครูหลายที่หลายหน เจอคนมีอาการแปลกๆ คล้ายถูกอะไรสิงแทรก เมื่อได้ยินเพลงพระพิราพ แต่ไม่เคยทราบว่า เทพองค์นี้ มีความสำคัญกับดนตรีไทยในแง่มุมใด จึงไปหาอาจารย์กู้
( Google ) ได้ความรู้พอสมควร จึงหวนมาที่กระทู้นี้ เพื่อชวนชี้ให้คลิกเข้าไปศึกษาู ส่วนเรื่องที่ว่า เหตุใดนักดนตรีไทยที่เข้าพิธี บางท่านมีอาการ
ลุกขึ้นมาเต้น คล้ายยักษา ในลีลาโขน ผมโยนให้เป็นเรื่องความเชื่อแล
ความศรัทธา ในจิตตาของแต่ละท่าน ที่ยึดมั่นในท่านครู คงไม่ขอสู่รู้ ไปวิพากษ์วิจารณ์ สุดแต่วิจารณญาณของท่าน ดั่งนี้แล.

http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=somdej&date=21-04-2007&group=1&gblog=5

http://topicstock.pantip.com/library/topicstock/K3733341/K3733341.html

http://www.devalai.com/sakkara5.htm

http://www.bp-th.org/webboard/index.php/topic,2648.msg16424.html?PHPSESSID=b50e53c8850937945811b66469897703
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
หนักเร็ว



เข้าร่วม: 20 Jul 2007
ตอบ: 62

ตอบตอบเมื่อ: Sun Dec 09, 2007 7:55 pm    เรื่อง: ตอบโดยอ้างข้อความ

20 กรกฎาคม 2548 10:54 น.
พระพิราพที่เป็นเทพเจ้ากับยักษ์พิราพในบทพระราชนิพนธ์รามเกียรติ์เป็นยักษ์คนละตนกัน แต่เกิดการเพี้ยนทางภาษา ยักษ์วิราธจึงกลายเป็นพิราพ ทั้งที่คำว่าวิราธมีความหมายว่าผู้มีโทษหรือผู้มีความผิด การถ่ายทอดลัทธิบูชาพระไภรวะที่ส่งผ่านจากอารยธรรมอินเดียมายังสุวรรณภูมินั้น น่าจะมาตามลุ่มน้ำคงคา โอริสสา และแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ ข้ามมหาสมุทรอินเดียสู่อาณาจักรชวาและขอม แล้วไทยคงจะรับจากขอมอีกทอดหนึ่ง
ศิลปะการร่ายรำและการร้องในการแสดงโขนนั้นถือเป็นศิลปะชั้นสูงในสาขานาฏศิลป์ โดยเฉพาะการรำหน้าพาทย์เพลงองค์พระพิราพเต็มองค์ ซึ่งถือเป็นเพลงที่มีความสำคัญเป็นที่เคารพยำเกรงของนาฏดุริยศิลปินทุกคน
เพลงหน้าพาทย์องค์พระพิราพเต็มองค์เป็นเพลงที่มีมาแต่โบราณ แต่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดในตำราไหว้ครูฉบับของ ครูเกษ (พระราม) ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ประกอบพิธีไหว้ครูเมื่อปีขาล พ.ศ.2397 เพลงนี้ประกอบด้วยโครงสร้างในการบรรเลงติดต่อกัน เริ่มจากรัวเสียนหน้า เสียนหน้า องค์พระพิราพ รัวเสียนหลัง เสียนหลัง พันพิราพรัวท้าย และปฐมลงลาจบด้วยรัวลาเดียว
ผู้ที่จะเรียนเพลงองค์พระพิราพเต็มองค์ต้องมีคุณสมบัติที่โบราณจารย์ได้วางระเบียบแบบแผนไว้ คือต้องผ่านการเรียนหน้าพาทย์ชั้นต้น หน้าพาทย์ชั้นกลาง หน้าพาทย์ชั้นสูง เป็นผู้มีคุณวุฒิ วัยวุฒิ เป็นบุคคลที่มีความประพฤติดีเป็นที่ยอมรับของสังคม มีอายุครบ 30 ปีบริบูรณ์ และต้องผ่านการอุปสมบทแล้ว
การรำพระพิราพเต็มองค์ เกิดขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ผู้ประดิษฐ์ท่ารำคือ พระยานัฎกานุรักษ์ (ทองดี สุวรรณภารต) ได้ถ่ายทอดท่ารำให้นายรงภักดี (เจียร จารุจรณ) โดยต่อท่ารำที่ระเบียงคตหน้าพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม และออกท่ารำครั้งแรกในงานสมโภชระวางพระเศวตคชเดชดิลก เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ.2470 ณ โรงโขนที่สร้างขึ้นหน้าพระราชวังดุสิต เป็นการแสดงหน้าพระที่นั่งถวายรัชกาลที่ 7 และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี
การบรรเลงและการร่ายรำพระพิราพเต็มองค์เป็นการประกอบกิริยาของพระพิราพ ซึ่งเป็นพระอิศวรปาง พระไภรวะ (ปางดุร้าย) เป็นมหาเทพแห่งการทำลายล้าง ความตาย ชีวิตและขจัดความชั่วร้าย
ดร.มัทนี รัตนิน ศึกษาไว้ว่าพระพิราพที่เป็นเทพเจ้ากับยักษ์พิราพในบทพระราชนิพนธ์รามเกียรติ์เป็นยักษ์คนละตนกัน แต่เกิดการเพี้ยนทางภาษา ยักษ์วิราธจึงกลายเป็นพิราพ ทั้งที่คำว่าวิราธมีความหมายว่าผู้มีโทษหรือผู้มีความผิด
ในแง่การถ่ายทอดลัทธิบูชาพระไภรวะที่ส่งผ่านจากอารยธรรมอินเดียมายังสุวรรณภูมินั้น น่าจะมาตามลุ่มน้ำคงคา โอริสสา และแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ ข้ามมหาสมุทรอินเดียสู่อาณาจักรชวาและขอม แล้วไทยคงจะรับจากขอมอีกทอดหนึ่ง หรืออาจรับโดยตรงจากนาฏศิลป์อินเดียที่เข้ามาในสุวรรณภูมิก็เป็นได้ นอกจากนี้พาราณสีซึ่งเป็นศูนย์กลางสำคัญของลัทธิพระไภรวะก็มีความสัมพันธ์และอิทธิพลทางศาสนาและวัฒนธรรมต่อสุวรรณภูมิอยู่มาก
พระไภรวะนี้มีความสัมพันธ์โดยตรงกับนาฏศิลป์ ถือเป็นนาฏราชผู้ให้กำเนิดการฟ้อนรำแบบหนึ่ง เรียกว่า 'วิจิตรตาณฑวะ' ซึ่งเป็นท่ารำที่วิจิตรพิสดารท่าหนึ่งใน 108 ท่าของพระศิวะ พระไภรวะจึงเป็นที่เคารพเกรงกลัวยิ่งในหมู่นาฏศิลป์อินเดีย
ข้อน่าสังเกตคือนาฏศิลป์ชั้นสูงมักเกี่ยวกับชีวิตและความตาย การสร้างสรรค์และการทำลายซึ่งเป็นสิ่งตรงกันข้ามกัน แต่รักษาดุลยภาพของกันและกันไว้ การร่ายรำของพระศิวะนาฏราชนั้นเป็นการสร้างสรรค์และการทำลายอยู่ในตัว ทรงเหยียบอสูรไว้ด้วยพระบาทขวาหมายถึงการทำลายความชั่ว พระบาทซ้ายยกขึ้นทำท่ารำงดงามเป็นการสร้างสรรค์ศิลป์ รอบๆ เป็นวงเปลวเพลิงหมายถึงการหมุนเวียนของจักรวาล
บางคติเชื่อว่าเมื่อใดที่ทรงยุติการร่ายรำแล้ว ไฟบรรลัยกัลป์จะเผาจักรวาลให้พินาศและเกิดจักรวาลใหม่
ในทางโขน การสร้างศีรษะหรือหัวโขนพระพิราพนั้นมีกรรมวิธีแตกต่างจากการสร้างหัวโขนสำหรับใช้แสดงทั่วไป คือ ก่อนการขึ้นหุ่นองค์พิราพนั้นผู้สร้างจะต้องตั้งเครื่องสังเวยมัจฉมังสาหารทั้งดิบและสุกพร้อมผลไม้และเครื่องกระยาบวดบายศรีซ้ายขวา
จากนั้นกล่าวบูชาพระรัตนตรัย ชุมนุมเทวดาบูชาครู แล้วเริ่มขึ้นหุ่นด้วยดินที่สะอาดปราศจากซากสัตว์ (ปัจจุบันใช้ดินน้ำมันแทน) เสร็จแล้วตั้งเครื่องสังเวยครั้งที่สองเพื่อสำรอกจากหุ่นดินเป็นหุ่นปูน ตั้งเครื่องสังเวยครั้งที่สามเพื่อปิดหุ่น โดยนำกระดาษสีน้ำตาลที่เขียนคาถาลงอักขระเลขยันต์ไว้ ปิดหุ่นที่ปั้นนั้นไว้ด้วยการปิดกระดาษน้ำ 3 ชั้น ปิดกระดาษทาแป้งเปียก 9 ชั้น ปิดกระดาษสาที่ลงอักขระเลขยันต์ 9 ชั้น ทิ้งไว้พอหมาด กวดหุ่นให้เรียบ พักไว้จนกระดาษที่ปิดหุ่นแห้งสนิท ตั้งเครื่องสังเวยเป็นครั้งที่สี่ บอกกล่าวขอขมาแล้วผ่าหุ่นนำกระดาษที่ปิดถอดออกจากหุ่น เย็บรอยผ่าให้เรียบร้อย
แล้วปั้นแต่งหน้าเน้นเส้นเดินบนใบหน้า ตา จมูก ปาก ขัดให้เรียบ ประดับลาย ติดเขี้ยวและจรหู ลงสีพื้น ลงรักปิดทองที่ลวดลายลงยาสีประดับกระจก จัดตั้งเครื่องสังเวยครั้งที่ห้า บอกกล่าวขอเขียนลวดลายบนใบหน้าและผม เว้นช่องรูปลูกตาไว้โดยลงเฉพาะสีขาวไว้ที่พื้นตาเท่านั้น จัดตั้งเครื่องสังเวยครั้งที่หก ขออนุญาตเจาะตาลงสีที่ตาและแววตา ว่าคาถาเบิกเนตร เปิดทวาร ตา หู จมูก ปาก กำกับด้วยอาการ 32
สุดท้ายจึงเชิญพลังจิตวิญญาณขององค์พระพิราพเข้าสถิตที่หัวโขนพระพิราพ
ในชีวิตของศิลปินผู้ดำรงศิลปะคนหนึ่งจะมีศีรษะครูสักหนึ่งคู่คือ พ่อครูพระภรตมุนีและพ่อครูพระพิราพ ย่อมไม่เป็นการยากเลยที่จะสะสมทรัพย์เพื่ออุทิศสร้างหัวโขนที่ประณีตวิจิตรบรรจง ที่ถือว่าเป็นครูไว้เป็นสิริมงคลแก่ตนและผู้สืบสกุล
......................................................................
หมายเหตุ : คัดและเรียบเรียงข้อมูลจากสูจิบัตรงานนิทรรศการ 'พระพิราพ' ในวโรกาสที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีพระชนมายุครบ 50 พรรษา จัดพิมพ์โดยพระครูสังฆรักษ์ ศิริพงศ์ ติสฺสาภร โณ นิทรรศการจัดแสดงถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2548 ที่หอสมุดดนตรีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และห้องสมุดดนตรีทูลกระหม่อมสิรินธร ในบริเวณสำนักหอสมุดแห่งชาติ สอบถามเพิ่มเติมโทร.02-282-8045
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว ส่ง Email
หนักเร็ว



เข้าร่วม: 20 Jul 2007
ตอบ: 62

ตอบตอบเมื่อ: Sun Dec 09, 2007 7:57 pm    เรื่อง: ตอบโดยอ้างข้อความ

เป็นอสูรเทพบุตร อยู่เชิงเขาอัศกรรณ พระอิศวรเอากำลังพระสมุทร และพระเพลิงแบ่งประทาน และทรงกำหนดเขตป่า ให้อยู่ ถ้ามีสัตว์พลัดหลงมาในป่าให้จับกินได้ มีกายสีม่วงแก่ 1 พักตร์ 1 กร มีหอกเป็นอาวุธ มูลเหตุที่ศิลปินเคารพบูชาเพราะว่า มีผู้ค้นคว้าไว้ว่า
1. พระพิราพองค์นี้เป็นปางหนึ่งของพระอิศวร
2. ชื่อ พิราพ นี้ไปพ้องกับชื่อ วิราวณะ ของฮินดู อันเป็นเทพเจ้าแห่งการฟ้องรำ
3. ชื่อ พิราพ อันเป็นนามเทพเจ้าแห่งคุณงามความดี
ลักษณะเศียรโล้น สีม่วงแก่ (พิราพเดินป่า) สวมกระบังหน้า ปากแสยะ ตาจรเข้
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว ส่ง Email
หนักเร็ว



เข้าร่วม: 20 Jul 2007
ตอบ: 62

ตอบตอบเมื่อ: Sun Dec 09, 2007 8:00 pm    เรื่อง: ตอบโดยอ้างข้อความ

องค์พระพิราพ บรมครูที่ต้องจารึก
&laquo; เมื่อ: ๑๐ ส.ค. ๕๐, ๑๖:๐๘:๕๗ &raquo;

--------------------------------------------------------------------------------



หากเอ่ยถึง "พระพิราพ" เชื่อว่าคงมีไม่มากคนนักที่จะคุ้นเคยกับชื่อนี้...

แต่กับคนในวงการนาฏศิลป์และดุริยางคศิลป์แล้ว ชื่อ "พระพิราพ" ถือเป็นชื่อที่มีความสำคัญ เป็นที่เคารพบูชาอย่างสูง และถือเป็นครูคนหนึ่ง ซึ่งคนที่ได้มีโอกาสไปชมการแสดงละคร ในโรงละครแห่งชาติ หรือเคยร่วมในพิธีครอบครูก็คงจะได้เห็นว่า ก่อนที่จะแสดงนั้นจะต้องมีการบูชาครู ซึ่งก็จะมีทั้งพระพิฆเนศ พระฤาษี พระปรคนธรรพ และครูท่านอื่นๆ อีกมาก รวมไปถึง "พระพิราพ" ซึ่งอยู่ในรูปของหัวโขนให้บรรดาศิษย์ได้เคารพกัน

"พระพิราพ" เป็นใคร มาจากไหน และเหตุใดจึงมีความสำคัญต่อวงการนาฏศิลป์และดนตรี?? ตรงนี้มีคำตอบว่า พระพิราพ คือปางหนึ่งของพระศิวะ เป็นปางที่ดุร้าย เหมือนกับพระอุมาที่มีปางเจ้าแม่กาลี พระพิราพถือเป็นเทพเจ้าแห่งความตายและสงคราม แต่อีกด้านหนึ่งก็เป็นผู้ให้ชีวิตและปัดเป่าโรคภัยได้

ส่วนเหตุที่ว่า ทำไมจึงนับถือพระพิราพว่าเป็นครูในวงการนาฏศิลป์และดนตรีนั้น เริ่มมาจากในประเทศอินเดีย ซึ่งถือว่าพระพิราพ หรือพระไภรวะนี้มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับนาฏศิลป์ เพราะท่านเป็นผู้ให้กำเนิดท่ารำที่เรียกว่า "วิจิตรตาณฑวะ" ซึ่งเป็นท่ารำท่าหนึ่งใน 108 ท่ารำของพระศิวะ ดังนั้นจึงถือว่าท่านเป็น "นาฏราช" ที่หมู่นาฏศิลป์อินเดียให้ความเคารพเกรงกลัว เพราะถือเป็นเทพที่บันดาลความเป็นความตายได้
ส่วนในประเทศไทย ซึ่งได้รับอิทธิพลหลายๆ อย่างมาจากประเทศอินเดียนั้น ก็ได้มีการนับถือพระพิราพกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ และมีหลักฐานแน่ชัดในสมัยรัชกาลที่ 4 ในตำราไหว้ครูฉบับของครูเกษ (พระราม) ซึ่งมี เพลงหน้าพาทย์พระพิราพเต็มองค์ที่ใช้ประกอบพิธีไหว้ครู เพลงหน้าพาทย์พระพิราพเต็มองค์นี้ถือว่าเป็นเพลงที่มีความสำคัญมาก เพราะผู้ที่จะเรียนได้ จะต้องผ่านการเรียนหน้าพาทย์ชั้นต้น ชั้นกลาง และชั้นสูง รวมทั้งต้องมีอายุ 30 ปีขึ้นไป และผ่านการอุปสมบทมาแล้วด้วย

นอกจากเพลงพระพิราพแล้ว ก็ยังมีการรำพระพิราพเต็มองค์ ซึ่งพระยานัฏกานุรักษ์ (ทองดี สุวรรณภารต) เป็นผู้ประดิษฐ์ท่ารำขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 7 และสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน ทั้งเพลงและท่ารำพระพิราพเต็มองค์นี้ ถือเป็นการบรรเลงและร่ายรำประกอบอากัปกิริยาของพระพิราพ ซึ่งเป็นอสูรเทพ เป็นภาคที่ดุร้ายของพระศิวะ ไม่ใช่เป็นเพียงอสูรธรรมดาๆ แต่ถือเป็นเทพ ดังนั้น เพลงหน้าพาทย์และท่ารำพระพิราพเต็มองค์นี้ จึงถือว่าเป็นสิ่งที่สูงสุดในวงการดนตรีและนาฏศิลป์ จะแสดงเฉพาะในงานสำคัญๆ เท่านั้น
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว ส่ง Email
หนักเร็ว



เข้าร่วม: 20 Jul 2007
ตอบ: 62

ตอบตอบเมื่อ: Sun Dec 09, 2007 8:08 pm    เรื่อง: ตอบโดยอ้างข้อความ

คำสวดบูชาองค์พระพิราพ ที่คัดจาก สมุดพระตำรา พิธีไหว้ครู และพิธีครอบโขน ละคร ของ พระยานัฏการุรักษ์ (ทองดี สุวรรณภารต)

๏ อิมัง พุทธัง องค์พระพิราพัง ขอเอหิจงมา
ธัมมัง องค์พระพิราพัง ขอเอหิจงมา
สังฆัง องค์พระพิราพัง ขอเอหิจงมา
พุทโธ สิทธิฤทธิ ธัมโม สิทธิฤทธิ สังโฆ สิทธิฤทธิ
สุขะ สุขะ ไชยะ ไชยะ ลาภะ ลาภะ
สัพพะธัมมานัง ประสิทธิเม ประสิทธิเต
พุทโธ สวัสดีมีไชย ธัมโม สวัสดีมีไชย สังโฆ สวัสดีมีไชย
อิมัง ปทีปัง สุรังคันธัง อธิฏฐามิ ๚๛
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว ส่ง Email
หนักเร็ว



เข้าร่วม: 20 Jul 2007
ตอบ: 62

ตอบตอบเมื่อ: Sun Dec 09, 2007 8:10 pm    เรื่อง: ตอบโดยอ้างข้อความ

พระพิราพเป็นอสูรตนหนึ่งที่มีบทบาทสั้นๆในเรื่องรามเกียรติ์ ดังปรากฏในบทพระราชนิพนธ์รามเกียรติ์ ฉบับรัชกาลที่ ๑ ซึ่งกล่าวว่า “พิราพเป็นอสูรที่มีฤทธิ์มาก เพราะได้กำลังจากพระเพลิงและพระสมุทร พระอิศวรกำหนดให้อยู่ในป่าเขตเชิงเขาอัศกรรณ มีหน้าที่ดูแลรักษาสวน ที่ปลูกต้นชมพู่พวาทองเอาไว้ บรรดาสิงสาราสัตว์ที่พลัดหลงเข้ามาในบริเวณนั้นถือเป็นกรรมสิทธิ์ที่อสูรพิราพสามารถจับกินได้ ครั้งหนึ่งพิราพขึ้นไปเที่ยวเล่นบนสวรรค์ได้ฝากสวนไว้กับบรรดาบริวาร กำชับไว้ว่าอย่าให้ใครเข้ามาบุกรุกได้ และตนจะมาตรวจตราอีกเจ็ดวัน ต่อมาพระลักษมณ์ พระราม และนางสีดา เสด็จผ่านมาเห็นสวนงดงามจึงเข้าไปพำนัก และเก็บผลไม้เสวย บรรดารากษส บริวารพิราพอสูรเห็นเข้าจึงเข้าขับไล่ทำร้ายแต่ก็แพ้พระลักษมณ์ ล้มตายเป็นจำนวนมาก เมื่อพิราพกลับมาพบเข้าจึงตามไปสู้รบ พระรามจึงแผลงศรพรหมมาศถูกอกอสูรพิราพสิ้นชีวิต”

บทบาทของพระพิราพตามบทพระราชนิพนธ์นั้นดูเหมือนจะน้อยนิดและไม่ได้สลักสำคัญอะไร แต่ทว่าในความจริงแล้วกลับตรงกันข้าม องค์พระพิราพในระบบความเชื่อของฝ่ายดุริยางคศิลป์และนาฏศิลป์นั้น ล้วนแต่เคารพ ยำเกรงและถือว่าท่านเป็นบรมครูในด้าน นาฏดุริยางคศิลป์ ที่ทรงมหิทธิฤทธิ์สูงสุด ดังปรากฏในพิธีกรรมการไหว้ครู ครอบครู ดนตรีและนาฏศิลป์ไทยที่มีมาแต่ช้านาน

พิธีกรรมการไหว้ครู ครอบครู เป็นพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ที่ศิลปินทั้งดุริยางคศิลป์และนาฏศิลป์ ให้ความเชื่อมั่นศรัทธา ด้วยต่างถือคุณธรรมข้อความกตัญญูไว้เป็นที่ตั้ง และเป็นความเชื่อและจารีตโบราณที่สืบต่อกันว่า สรรพวิชาความรู้ในโลกนี้ ล้วนแต่มีครูเป็นต้นเค้าทั้งสิ้น


ในทางศิลปการแสดง โดยเฉพาะอย่างยิ่งนาฏศิลป์ไทย มีความเคร่งครัดอย่างยิ่งในการแสดงความเคารพครูบาอาจารย์ ด้วยถือว่าวิชาการเหล่านี้ได้มาแต่องค์พระเป็นเจ้าสูดสุดในศาสนาพราหมณ์ คือองค์พระอิศวรเป็นเจ้า และ ในการแสดงโขน ละครแต่ละครั้งจึงต้องจัดมณฑลพิธีที่บูชา และอัญเชิญเศียรพระพิราพและพระภรตฤษี ตั้งคู่กันไว้บนที่บูชาเสมอ

ในพิธีไหว้ครูครอบครูนาฏศิลป์หรือดุริยางคศิลป์ ก็เฉกเช่นเดียวกัน องค์พระพิราพเป็นเทพเจ้าที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ต้องมีการเชิญเศียรองค์พระพิราพมาประกอบพิธีไหว้ครูและครอบครูอย่างขาดไม่ได้ ดังปรากฎเป็นหลักฐานที่มีการบันทึกในพระตำราครอบโขนละคอน ฉบับหลวงตั้งแต่ครั้งรัชกาลที่ ๔ สืบมาจนถึงปัจจุบัน ที่ครูผู้ประกอบพิธีจะทำการอ่านโองการเชิญองค์พระพิราพมารับเครื่องสังเวย ปี่พาทย์จะทำเพลงองค์พระพิราพ ซึ่งเป็นเพลงประจำองค์ท่าน เสมือนว่าท่านได้ในมณฑลพิธีไหว้ครูนี้ ครั้นในลำดับขั้นตอนของพิธีครอบซึ่งหมายถึงการที่รับเข้าเป็นเครือของศิลปิน หรือเพื่อประสิทธิ์ประสาทความเป็นครูแก่ผู้จะนำวิชาไปสั่งสอนศิษย์สืบไป ครูผู้อ่านโองการจะทำการครอบเทริดโนรา เศียรพระภรตฤษี และเศียรพระพิราพ ในลำดับสุดท้ายแก่ผู้เข้าร่วมพิธี ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันถึงความสำคัญของครูอสูรเทพตนนี้ได้เป็นอย่างดี
ทางฝ่ายนาฏศิลป์ยังถือกันว่า ท่ารำเพลงหน้าพาทย์องค์พระพิราพเป็นท่ารำสูงสุด ที่มีความศักดิ์สิทธิ์ และมีระเบียบแบบแผน เคล็ดลางที่ซับซ้อนมากมาย เป็นต้นว่า การจะต่อเพลงและท่ารำนั้นต้องมีพิธีมอบให้แก่ศิลปินที่เลือกสรรไว้แล้ว คือต้องเป็นศิลปินอาวุโส มีความสามารถเป็นที่ยอมรับของวงการศิลปินด้วยกันเอง ผ่านการบวชเรียนมาแล้ว และมีกำลังมากเนื่องจากเป็นเพลงหน้าพาย์ที่มีความยาว ในปัจจุบันครูที่รำเพลงหน้าพาทย์องค์พระพิราพได้มีจำนวนน้อยจนนับตัวได้ ท่านเหล่านั้นล้วนแต่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ จากพระบาทสมด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทานครอบองค์พระพิราพมาแล้วทั้งสิ้น ส่วนสถานที่ต่อท่ารำก็จะต้องเป็น วัง หรือ วัด เท่านั้นจะไม่ต่อท่ารำตามบ้านเป็นอันขาด ดังที่ปรากฎหลักฐานว่ามีการต่อท่ารำ ณ ระเบียงคดวัดพระศรีรัตนศาสดารามในปี ๒๔๗๐ และครั้งล่าสุดในปีพ.ศ.๒๕๒๗ ณ พระอุโบสถวัดบวรสถานสุทธาวาส หรือวัดพระแก้ววังหน้า บริเวณที่เป็นวิทยาลัยนาฏศิลป์ในปัจจุบัน

เมื่อจะจัดการแสดงโขนชุดพระพิราพเข้าสวน ก็ต้องมีพิธีกรรมขั้นตอนคือ
พิธีกรรมก่อนการแสดงการรำหน้าพาทย์องค์พระพิราพ จะต้องจัดเครื่องบวงสรวงสังเวย อัญเชิญดวงวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ ที่ สถิต ณ ทิพยวิมาน ให้ลงมาประทับร่างศิลปินผู้จะแสดงซึ่งแต่งกายยืนเครื่องช่วงล่าง เปลือยท่อนบน ตามร่างกายวงด้วยปูนกินหมากเป็นวงทักษิณาวัฎทั่วทั้งตัวตลอดจนแขนทั้งสองข้างโดยครูผู้ใหญ่หรือพระเกจิอาจารย์ผู้ทรงวิทยาคุณ ขณะที่คาดปูนก็จะสาธยายอาคมกำกับไปโดยตลอด การคาดปูนนี้ นอกจากเพื่อให้ถูกต้องตามลักษณะองค์พระพิราพในเรื่องรามเกียรติ์ที่มีขนขดเป็นวงทักษิณาวัฏทั่วร่างกายแล้ว ยังเชื่อว่าเป็นการป้องกันเสนียด[^_^] สิ่งอัปมงคลมิให้เข้าสู่ร่างกายอีกด้วย ผู้แสดงจะสวมพวงมาลัยที่ข้อมือ ข้อเท้า และที่คอ ตามขนบโบราณนิยมใช้พวงมาลัยดอกเข็มสีแดงล้วน ซึ่งเป็นการสื่อถึงความน่าเกรงขาม ตรงกับตำรานาฏยศาสตร์ที่ระบุว่า สีแดงให้ เราทระรส หรือรสของความดุร้าย ซึ่งเราทระรสนั้นก็คือพระรุทธเทพหรือพระอิศวรนั่นเอง สอดคล้องกับการที่พระพิราพมีความมหิทธิฤทธิ์ น่าเกรงขามและมีความเกี่ยวพันกับพระอิศวรเป็นเจ้าดังจะได้อธิบายในลำดับต่อไป

เมื่อถึงการแสดงจะมีการรำหน้าพาทย์ “องค์พระ” เป็นการรำเบิกโรง ที่มือขวาของศิลปินผู้แสดงจะถือหอกยาวเป็นอาวุธ ส่วนมือซ้ายถือก้านใบมะยม ซึ่งเชื่อว่าเป็นไม้มงคล มีนามพ้องกับ ไม้ยมทัณฑ์ของพระยม และในพิธีกรรมทางศาสนามักใช้ก้านใบมะยมในการประพรมน้ำมนต์ นายรงภักดี (เจียร จารุจรณ) ศิลปินแห่งชาติ บรมครูผู้ถ่ายทอดการรำหน้าพาทย์องค์พระพิราพอธิบายว่า “พระพิราพถือกำก้านใบมะยมเป็นการประพรมน้ำมนต์ให้กับศิษย์ ส่วนมือขวาถือหอก เป็นการขับไล่ภูตผีปีศาจ”

การรำหน้าพาทย์องค์พระนี้ เชื่อกันว่าเพื่อเป็นการอัญเชิญดวงวิญญาณอันศักดิ์สิทธิ์มาประทับร่างผู้แสดงเสมือนว่าองค์พระพิราพผู้ทรงมหิทธานุภาพได้มาขจัดเสนียด[^_^] แผ่บารมีคุ้มครองพร้อมทั้งประสิทธิ์ประสาทพรชัยมงคลให้แก่บรรดาสานุศิษย์ ตลอดจนผู้ชมที่อยู่ในที่แสดง เมื่อจบแล้วจึงจับเข้าเรื่อง โดยเริ่มแต่พระพิราพนำต้นพวาทองไปปลูกในสวน จนกระทั่งสู้รบและพ่ายแพ้ต่อศรพระราม

ในการแสดงนี้มีข้อห้ามว่าเมื่อผู้แสดงสวมศีรษะพระพิราพ ถือกำใบมะยมและหอกแล้วห้ามผู้ใดแตะต้องตัวและอาวุธเป็นอันขาด ด้วยเชื่อว่าในขณะนั้นผู้แสดงได้กลายสภาพเป็นองค์พระพิราพ อสูรเทพแล้ว การที่สามัญชนจะไปสัมผัสถูกต้องตัวย่อมเป็นการไม่บังควรและย่อมเกิดเสนียด[^_^]แก่ตน แม้ขณะฝึกซ้อมท่ารำก็ห้ามสัมผัสตัวและอาวุธ ซึ่งกันและกันอีกด้วย

ขณะที่ในด้านดุริยางคศิลป์ ก็ถือว่า เพลงหน้าพาทย์องค์พระพิราพเป็นเพลงหน้าพาทย์ที่ศักดิ์สิทธิ์สูงสุดเช่นกัน เป็นขั้นตอนสุดท้ายที่ครูอาจารย์จะถ่ายทอดให้กับศิษย์ที่มีวัยวุฒิและคุณวุฒิที่เหมาะสม ครูอาจารย์มักจะเตือนลูกศิษย์ทุกคน ว่าแม้ขณะได้ยินเสียงเพลงหน้าพาทย์องค์พระพิราพ ก็ให้มีสมาธิตั้งใจสดับรับฟัง ประนมมือคารวะจนกระทั่งจบเพลง และห้ามส่งเสียงอึกทึกหรือออกจากพิธีกลางคันเมื่อยังไม่จบเพลง เวลาปี่พาทย์ทำเพลงหน้าพาทย์องค์พระพิราพ ผู้ที่มีจิตใจไม่เข้มแข็งบางคน มักจะมีอาการควบคุมตัวเองไม่ได้หรือที่เรียกกันว่า “ครูลง” ไปต่างๆนานา
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว ส่ง Email
หนักเร็ว



เข้าร่วม: 20 Jul 2007
ตอบ: 62

ตอบตอบเมื่อ: Sun Dec 09, 2007 8:16 pm    เรื่อง: ตอบโดยอ้างข้อความ

เพื่อนๆลองอ่านดูนะครับ
ซึ่งก็จะสอดคล้องกับกระทู้แรก ที่ผมได้ตั้งขึ้น
เรื่องอย่างนี้ไม่เชื่ออย่าลบหลู่นะครับ
แต่สำหรับผม เชื่อแน่นอน ขนาดขณะที่เอาข้อความมาลงยังมือสั่นเลย
ไม่รู้เป็นอะไร
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว ส่ง Email
โจโจ้ซังดอกฟ้าฮาราคีรี



เข้าร่วม: 10 Jan 2008
ตอบ: 50

ตอบตอบเมื่อ: Sat Jan 12, 2008 10:20 pm    เรื่อง: ตอบโดยอ้างข้อความ

ฉันได้ยินมาว่า เพลงนี้เป็นเพลงต้องห้าม ต้องต่อหน้าพระพักตร์พระมหากษัตริย์ โดยได้รับอนุญาตก่อน ใครที่บังอาจแอบต่อกันเองจะต้องตาย
พี่ของฉันเล่าให้ฟังว่าเพื่อนของเขาเคยต่อโดยครูคนหนึ่งไม่ทราบชื่อไม่เคยเห็นหน้ากันในวงมาก่อน ทีแรกก็ต่อไปแต่ครูเขาไม่บอกว่าเป็นเพลงอะไร
พออีกวันมาก็เล่นให้รุ่นพี่ฟัง พี่ก็บอกว่าเพลงเพลงนั้นไม่ขอเอ่ย(กลัวพิมพ์ผิด)
"เพลงนี้เป็นเพลงต้องห้าม ต้องต่อหน้าพระพักตร์พระมหากษัตริย์ โดยได้รับอนุญาตก่อน ใครที่บังอาจแอบต่อกันเองจะต้องตาย"
ขอบคุณค่ะ
_________________
" สวยดีกว่าที่จะอยู่อย่างไร้ชื่อเสียง "
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
แสดงเฉพาะข้อความที่ตอบในระยะเวลา:   
สร้างหัวข้อใหม่   ตอบ    Thaikids.com -> เวทีดนตรีไทย ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
ไปที่หน้า 1, 2  ถัดไป
หน้า 1 จาก 2

 
ไปที่:  
คุณไม่สามารถสร้างหัวข้อใหม่
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ
คุณไม่สามารถแก้ไขข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลบข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลงคะแนน


SwiftBlue Theme created by BitByBit
Powered by phpBB © 2001, 2002 phpBB Group