Thaikids.com Thaikids.com
คุยทางไกลกับไทยคิดส์
กระดานข่าวเก่าเพื่ออ้างอิงข้อมูลเชิญทางนี้ครับ
ติดต่อเวบมาสเตอร์เชิญทางนี้ครับ
 
 ช่วยเหลือช่วยเหลือ   ค้นหาค้นหา   รายชื่อสมาชิกรายชื่อสมาชิก   กลุ่มผู้ใช้กลุ่มผู้ใช้   สมัครสมาชิกสมัครสมาชิก 
 ข้อมูลส่วนตัว(Profile)ข้อมูลส่วนตัว(Profile)   เข้าสู่ระบบเพื่อเช็คข้อความส่วนตัวเข้าสู่ระบบเพื่อเช็คข้อความส่วนตัว   เข้าสู่ระบบ(Log in)เข้าสู่ระบบ(Log in) 

ไว้อาลัย ครูเฉลิม ม่วงแพรศรี ศิลปินแห่งชาติ

 
สร้างหัวข้อใหม่   ตอบ    Thaikids.com -> เวทีดนตรีไทย
อ่านหัวข้อก่อนหน้า :: อ่านหัวข้อถัดไป  
ผู้ตั้ง ข้อความ
หน่อง



เข้าร่วม: 27 Feb 2005
ตอบ: 921

ตอบตอบเมื่อ: Mon Jul 07, 2014 2:03 am    เรื่อง: ไว้อาลัย ครูเฉลิม ม่วงแพรศรี ศิลปินแห่งชาติ ตอบโดยอ้างข้อความ

ครูเฉลิม ม่วงแพรศรี ศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปการแสดง (ดนตรีไทย) ปี 2556 ถึงแก่กรรมด้วยอาการหัวใจล้มเหลว ที่บ้านพักของท่าน เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2557 สิริรวมอายุ 76 ปี (กำลังจะเข้าสู่ 77 ปีในวันที่ 2 สิงหาคม ที่จะถึงนี้)

ขณะนี้ตั้งศพบำเพ็ญกุศล ณ ศาลาวัดดุสิดารามวรวิหาร เชิงสะพานพระปิ่นเกล้า ระหว่างวันที่ 6-10 กรกฎาคม 2557
ขอกราบระลึกถึงคุณงามความดีของท่านผ่านเวทีไทยคิดส์ มา ณ ที่นี้ด้วยครับ


_________________
ไผ่กอนี้มีเสียงเพลง
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
ไปตามตะวัน...



เข้าร่วม: 27 Feb 2005
ตอบ: 687

ตอบตอบเมื่อ: Mon Jul 07, 2014 3:35 pm    เรื่อง: ตอบโดยอ้างข้อความ

ครูเฉลิม ม่วงแพรศรี เล่าชีวิต (ภาค1)

บันทึกเมื่อ วันพุธที่ 28 พฤษภาคม 2557
ณ บ้านเลขที่ 145 ซ.อ่อนนุช 74 สุขุมวิท 77 แขวงประเวศ กทม. 10250


ผมชื่อเฉลิม ม่วงแพรศรี เกิดเมื่อ 2 สิงหาคม 2481 ที่กรุงเทพ แม่เป็นคนจ.ลพบุรี อ่านเขียนไม่ได้เลย พ่อของผมเป็นตำรวจ ยศร้อยตำรวจเอกเป็นคนจังหวัดฉะเชิงเทรา เลิกกันตั้งแต่ผมยังไม่เกิด พอไปแจ้งเกิดก็เลยต้องใช้นามสกุลของแม่ ม่วงแพรศรี เป็นเด็กที่เกิดใกล้ๆสงครามโลกครั้งที่ 2 ต่อมาแม่ได้แต่งงานกับพ่อเลี้ยงชื่อจรูญ ดวงกุดัน เป็นพนักงานขับรถ จำได้ว่าตอนที่อยู่กับพ่อเลี้ยงคงเป็นความทุกข์ครั้งแรกของเด็กๆ จำได้ว่าร้องไห้แล้วพ่อเลี้ยงจับเอาศรีษะจุ่มลงไปในตุ่มน้ำ คงเป็นความทุกข์ครั้งแรกของเด็ก ต่อจากนั้นอยู่กับพ่อเลี้ยง ชีวิตจะถูกทำโทษบ่อย ถ้าน้องทำผิดก็ถูกทำโทษด้วย เวลาถูกตีเสร็จจะเอาน้ำเกลือราดแผล เป็นเรื่องที่ไม่มีความสุขจากพ่อเลย มีชีวิตอยู่ได้เพราะแม่ ตามที่เขาพูดกันสมัยก่อนว่า รถไฟ เรือเมล์ ยี่เก ตำรวจ พ่อเลี้ยงก็มีภรรยาเยอะ แล้วก็มีเรื่องกันจนครั้งนึงแม่ถึงขนาดพูดกับเพื่อนบ้านที่ทำงานรถไฟ ฝากเหลิมด้วย... ฝากเหลิมด้วย.... แล้วก็เงียบไป แม่ก็ปิดครัว แล้วตอนหลังพ่อเลี้ยงคงเอะใจ เปิดประตูเข้าไปแม่กำลังจะผูกคอตาย รู้สึกว่านั้นจะเป็นความเจ็บปวดครั้งที่ 2 ก็ลำบากอยู่อย่างนี้เรื่อยมา ที่นี้ พอเกิดสงคราม แม่ก็เลยเอาไปฝากไว้กับยายที่ลพบุรีช่วงสงคราม บางทีแม่ก็อยู่ลพบุรีบ้าง กทม. บ้าง ฐานะคงฝืดเคือง แม่ต้องไปเก็บดอกรักในพระราชวังนารายณ์ราชนิเวศน์ส่ง พ่อขับรถจากลพบุรีมา กทม. เอาดอกรักที่เก็บได้เป็นตะกร้าๆฝากมา แล้วก็มาส่งให้ร้านดอกไม้ที่ตลาดหัวลำโพง อยู่ใกล้ๆวัดไตรมิตร เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้วตลาดนี้
ช่วงที่อยู่ลพบุรีนี่ก็เข้าโรงเรียนอนุบาล แต่ไม่รู้เรื่องเลย อ่านหนังสือไม่ออก แล้วตอนหลังพอสงครามเบาลงถึงกลับมาอยู่ กทม ที่บ้านพักรถไฟซอยวัดดวงแข ช่วงนี้ผ่านน้ำท่วมมาแล้ว ปรากฎว่ามีอยู่วันนึงคนเดินกันขวักไขว่ เลยตอนหลังมารู้ว่าเป็นวันสวรรคตของพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รู้สึกคนจะเสียใจกันมาก

ผมเข้าเรียนประถม1 เป็นคนหัวช้ามาก ไม่ค่อยรู้เรื่อง แล้วต่อมา รถที่พ่อขับเป็นรถดีเซลที่อยู่ที่หัวลำโพงคงจะถูกระเบิดเสียหายเยอะ พ่อเค้าขับรถจักรไอน้ำได้ด้วย เลยย้ายไปที่นครราชสีมาซึ่งใช้รถจักรไอน้ำ แต่ว่าพ่อเป็นคนที่ดื่มสุรา ชีวิตในการทำงานก็ไม่ก้าวหน้า ปล่อยให้ไม่ได้เรียนอยู่นาน ลาออกจากวัดดวงแข แล้วไปเข้าที่ รร. เทศบาล 4 วัดสมอราย ที่อยู่ใกล้ๆสถานีรถไฟ นครราชสีมา เข้าเรียนตอนนี้เท่ากับว่าเรียน ป.1 ซ้ำ 2 ปีล่ะ แล้วยังช่วงสงครามอีก ก็เลยเป็นคนที่เรียนค่อนข้างช้า เป็นปมด้อยว่าอายุมากกว่าเพื่อนๆ แต่ว่าพอเข้าเรียนที่วัดสมอราย เรียนอะไรรู้เรื่องขึ้น สอบก็ได้ที่ 1 มั่ง อะไรมั่ง นับปีเท่ากับปี พศ. 2491 ก็เรียน ป.1 ซึ่งก็10 ขวบแล้วเพิ่งอยู่ ป.1 ช้าไปหลายปี 92 อยู่ป.2 จนถึงปี 94 ก็จบป.4 แล้วตอนนี้รถไฟได้สั่งรถดีเซลเข้ามาวิ่ง พ่อเลยได้ย้ายกลับมาอยู่ที่วัดดวงแขอีก พอจบ ป.4 ก็มาสอบเข้าที่วัดสระเกศ เรียนที่วัดสระเกศก็ 95.. 96... 97... 98... 99... จน 2500 จบ ม.6 หลังจากนั้นถึงเป็นเตรียมอุดมอีก เรียนที่วัดสระเกศก็ได้ที่หนึ่ง 2-3 ครั้ง นอกนั้นได้ที่ 2 รู้ตัวเลยว่าคณิตศาสตร์ไม่ดีเลย

ได้เรียนดนตรีกับครูจำลอง อิศรางกูร เดินไปวัดดวงแข ได้ยินเสียงออร์แกน ก็เลยขึ้นไปหา ปรากฏว่าท่านชื่อครูประเสริฐ มณีธร เป็นนักร้อง แล้วก็บอกว่าอยากเรียนซอ ต้องรวบรวมความกล้ามากสมัยนั้นเด็กไม่กล้าเหมือนสมัยนี้ ครูประเสริฐเลยพามาหาครูจำลอง ครูจำลองก็ต่อเพลงให้แบบตัวต่อตัว แบบโบราณ ต่อด้วยเพลงแป๊ะ เพลงสารถี สาริกาชมเดือน ท่านต่อให้ทั้งเถาเลยแต่จำได้เฉพาะสามชั้น ต่อเพลงได้ประมาณ 10 เพลง ท่านก็ย้ายบ้านมาอยู่แถวสามเสน บ้านที่มาอยู่นี่คงเป็นนักร้องเหมือนกัน และได้เห็นเครื่องดนตรีแปลกชิ้นนึงที่บ้านนี้ คือมีราวแล้วเอาขวดแม่โขงมาแขวนไว้ ใส่น้ำสูงบ้างต่ำบ้าง แล้วก็ตีเป็นเพลง ก็เลยห่างครูจำลองมา ตอนที่อยู่กะครูจำลองตีฉิ่งอยู่เรื่อย ไปงานบ่อย ครูจำลองก็พาไปงานทุกงาน งานวิทยุก็มี งานวิทยุที่ครูจำลองไปเล่น ท่านเป็นหัวหน้าวงจำลอง อิศรางกูรด้วย เล่นวงอื่นด้วย วิทยุที่มีประจำคือวิทยุ 1 ปณ. และวิทยุสันติราษฎร์ที่วังปารุศก์ มีน้าเรวัติ (เชนยะวนิชย์) สีซอด้วง ตอนหลัง ครูจำลองนอกจากตีโทนแล้ว ท่านยังสีไวโอลินกล่อมนิทราที่สี่แยกคอกวัว ที่เวลานี้เป็นอนุสรณ์สถาน ชั้นล่างเป็น อตส.ขายสินค้า ชั้นบนเป็นวิทยุ ททท. ตอนหลังที่วิทยุ วปถ.3 มีรายการอินเป็กซ์กล่อมนิทราเหมือนกัน ตอนนี้ที่สีซอสามสายแล้ว สีเอง ก่อนจะพบเจ้าคุณ แล้วท่านให้กล่อมนิทราก็สีเพลงอะไรสองชั้น สามชั้นต่อไปเรื่อยๆไม่มีกฏเกณฑ์อะไร แต่จำได้ว่าเป็นอาคารไม้ หนาวมาก แอร์เย็นจัด ต้องนั่งตุ๊กๆมาจากวัดดวงแขมาถึง วปถ.3 แล้วก็นั่งตุ๊กๆกลับ ได้ไม่กี่ตังค์หรอก 20-30 ท่านให้ไม่เต็มเท่าที่ท่านรับมา ถ้าไปวิทยุก็ได้ค่ารถ 5 บาท 6 บาท ถ้าไปวิทยุเค้าให้ตีฉิ่ง จนกระทั่งครูจำลองย้ายบ้าน

ระหว่างที่เรียนอยู่ม. 2 หรือ ม.3 นี่ได้รู้จักเพื่อนร่วมชั้น พอเห็นว่าเฉลิมสนใจดนตรีไทย ก็เลยแนะนำว่าเขามีแม่เลี้ยงสีซออู้เป็น แนะนำให้มาหา ปรากฏว่าคือท่านหญิงศรีอัปสร วรวรรณ ซึ่งเป็นภรรยาของครูเจือ เสนีวงศ์ และท่านหญิงศรีอัปสรนี้เองที่เป็นคนที่พลิกชีวิตครั้งที่สอง ท่านหญิงศรีอัปสรพามาหาครูโองการ (กลีบชื่น) ที่วัดสังเวช บ้านครูโองการอยู่ตรงข้ามกับบ้านครูเดี่ยว ดุริยพันธุ์ ฟังที่ครูสุรางค์เล่าตอนหลังบอกว่า ทีแรกต่อเพลงกับแม่ ก็ร้องเสียงดังๆ แต่เหมือนว่าคล้ายๆครูโองการแกแอบจำ ก็เลยต่อเสียงเบาๆ แต่ความคิดของผมว่า ครูโองการท่านได้ทุกอย่าง ร้องท่านก็ได้ เลยไม่รู้ว่าเป็นความคิดที่ตรงหรือเปล่า ที่คิดว่าครูโองการแอบจำ พอมาต่อกับครูโองการแล้ว เวลาไหว้ครู ครูบุญยงค์ยังเคยมาบ้านครูโองการ เจ้าคุณภููมีก็มา เวลาเขียนโน้ต ครูก็จะเขียนตัวเลขแบบดุริยบรรณใส่สมุดไว้ ปรากฏว่าเพลงในเล่มนี้หลายเพลงมาพิมพ์ที่ร้านดุริยบรรณ เพราะฉะนั้นที่ร้านโน้ตซอด้วงซออู้นอกจากครูคนแรกแล้ว ของ อ.มนตรีก็เขียนไว้เล่มนึง ครูโองการก็เล่มสองเล่ม ประสบการณ์ก็คนละอย่าง

มาอยู่กับครูโองการไม่ค่อยมีงานบรรเลงเท่าครูจำลอง คนที่มาเรียนนี่มีน้าฉุย ลูกสาวชื่อบุหงา นาคพลั้ง ที่นี่เองที่มาต่อเพลงและก็ซ้อมเพลงกัน มีอยู่ครั้งนึงที่ความว่ารักซอสามสาย เพราะในงานฉลองรัฐธรรมนูญที่สวนลุมพินี มีวงดนตรีไทยกรมประชาสัมพันธ์ เมื่อก่อนเรียกกรมโฆษณาการมาบรรเลง จำได้ติดตาเลย ครูฉลวย (จิยะจันทน์) มาสีซอสามสาย เป็นครั้งแรกที่เห็นซอสามสาย ชอบมาก... ชอบที่สุดเลย... ย้อนกลับมาที่บ้านครูโองการ ด้วยเหตุที่ชอบซอสามสาย วันนึงใจกล้าไปหยิบซอท่านมาแล้วก็มาสี ครูโองการก็ไม่ว่าอะไร แต่ครูพิศ (กลีบชื่น) ภรรยาบอกว่าพี่ต่อเค้าไม่ชอบให้ใครมาหยิบมาสีซอสามสาย นั้นเลยเป็นครั้งแรกที่คิดเก็บตังซื้อซอสามสายเอง ซอสามสายคันนี้ประวัติน่าสนใจ เป็นความรู้นอกคือ เป็นซอสามสายงาเก่ามาก และคันชักเป็นงาทั้งคัน ซึ่งหนักมาก ครูโองการใช้คันชักไม้แทน คันชักงาเก็บไว้เฉยๆ ทราบภายหลังว่า ซอคันนี้เป็นซอที่พระองค์เจ้าหญิงเฉลิมเขตต์ (ยุคล) ประทานให้หลวงไพเราะเสียงซอ แล้วหลวงไพเราะเสียงซอคงจะขัดสนเรื่องการเงิน เอามาขายให้ครูละเมียด จิตตเสวี แล้วครูโองการที่ทำงานที่เดียวกับป้าเมียดที่กองการสังคีตขอยืมมาสี ตอนหลังป้าเมียดขอซอคันนี้คืนจากครูโองการ มาขายให้วิทยาลัยนาฎศิลป์ จำได้ว่าป้าเมียดขายให้ครูทองดี 7,000 บาทแล้วครูทองดีก้อเอาคันชักงาไว้ที่บ้าน เป็นคันชักไม้แทน แล้วก็ซอคันนี้ได้เคยจับอยู่ 2-3 ครั้ง เมื่อครูประสิทธิ์ให้สอนดนตรีแล้ว เป็นซอที่มีประวัติน่าสนใจ คงจะเป็นซอของวังบูรพาภิรมย์ผ่านมาทางพระองค์เฉลิมเขตต์ ตอนนี้ยังอยู่ดีหรือเปล่าไม่รู้ที่วิทยาลัยนาฏศิลป์ ศาลายา พอรู้ว่าครูโองการไม่ชอบ ก็เลยไปซื้อเอง เป็นซอสามสายไม้แต่ว่าลูกบิดเป็นงา 3 ลูกแล้วก็กระโหลกเป็นไม้แกะกับคุณยายเพิ่ม (ดุริยางกูร) คุณยายขายให้สี่พันบาท สี่พันสมัยนั้นก็เป็นเงินเยอะอยู่ พอเข้าคณะอักษรศาสตร์จุฬาฯ เพื่อนที่เรียนนี่มีดวงใจ (เลขะกุล) ลูกสาวอ.เจริญใจ (สุนทรวาทิน) แล้วก็เดียว (มธุรส วิสุทธิกุล) ที่เป็นลูกสาวคุณหญิงชิ้น (ศิลปบรรเลง) เพื่อนคนนึงชื่อมาลีทรรศน์ พรหมทัตเวที รู้จักกับลูกชายเจ้าคุณภูมีเสวิณ เลยติดต่อบอกว่าอยากเรียนสามสาย ก็เลยได้มาเรียนที่บ้านวัดราชา ท่านก็ต่อเพลงขับไม้บัณเฑาะว์ แล้วก็ตับต้นเพลงฉิ่ง เริ่มต้น...กากี....แต่ว่าไม่จบเพลง ด้วยความที่เป็นซอด้วงมาแล้วจากบ้านครูโองการ ครูจำลอง ต่อซอสามสายไปไม่ยากเท่าไหร่ ตอนนี้หน้าที่ประจำก็คือ วันอังคารกับวันพฤหัสจะมีวิทยุคลื่นสั้นที่กรมประชาสัมพันธ์ เจ้าคุณฯจะมีรายการวิทยุคลื่นสั้น ต้องรีบออกจากจุฬาฯมาที่วัดราชา ช่วยขนเครื่องดนตรีแล้วก็นั่งรถรางมาลงที่แถวกรมประชาสัมพันธ์ เหมือนกับครั้งที่ยังอยู่กับครูจำลอง วันไหนที่มีวิทยุที่สันติราษฎร์ ก็ต้องหอบซอ หอบไวโอลินไปกองไว้ที่หน้าห้องเรียนแถวกระดานดำ พอเลิกเรียนที่วัดสระเกศก็นั่งรถรางมาลงที่ข้างกระทรวงศึกษาฯ แล้วก็หิวเครื่องมาที่วังปารุศก์ก็ได้ 5-6 บาท ใช้แรงงานเข้าแลกความรู้ แต่ของครูโองการนี่ท่านจะมีแต่วิทยุ 1 ปณ. คลื่นสั้นมีแต่ของเจ้าคุณฯ

ที่คลื่นสั้นนี่เองที่ทำให้รู้จักเพื่อนธรรมศาสตร์ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ อะไรพวกนี้ เพราะว่าน้าประเวช (กุมุท) มาเล่นวงเดียวกับเจ้าคุณฯ แล้วก็เนาวรัตน์กับเพื่อนๆก็ตามมา แล้วผมก็เลยรู้จักกันเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกัน ตอนหลังที่คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ เขาตั้งวงดนตรีขึ้นมา ที่ยังมีตัวอยู่คือ ดร.พรรณราย ทรัพยประภา นี่เองที่เพื่อนธรรมศาสตร์กับพรรณรายครุศาสตร์ เขามาซ้อมรวมกัน แล้วก็ออกทีวีครั้งแรกที่ช่อง 4 เอาธรรมศาสตร์กับจุฬามารวมกัน ตอนนั้นคนที่สีซอสามสายประจำก็คือเฉลิม หลังจากนั้นอีกหลายปีถึงมีเกษตรศาสตร์เล่นเป็นต้นเรื่องที่จะทำวงดนตรีระดับมหาวิทยาลัยขึ้นมา
มีอยู่วันนึง วิทยุครูโองการที่ 1 ปณ. คนซอด้วงคือ น้าประกอบ สุวรรณเกตุ ไม่มาซ้อม คล้ายๆว่าเก่งแล้วก็ไปที่วิทยุเลยอะไรทำนองนี้ ครูโองการเลยโมโหเลยให้เฉลิมสีซอด้วงแทนน้ากอบ หลังจากนั้นก็เลยเป็นคนซอด้วงวงกลีบชื่นของครูโองการเรื่อยมา ต่อมาก็เป็นลูกศิษย์ของครูโองการและเจ้าคุณภูมี วิธีการจะผิดกัน ครูโองการนี่จะเงียบๆ แต่ภรรยาจะโวยวาย ครูโองการผิดนี่จะเงียบ จะไม่ว่า แต่เจ้าคุณนี่จะบ่น บ่นมาก บ่นเก่ง... เลยมาแอบเรียกกับเนาวรัตน์ว่า ครูบ่น ครูบ่น...

ด้วยความชอบดนตรี พอจบแล้วก็เลยมาทำงานที่โรงเรียนนาฏศิลป์ แต่ตำแหน่งที่โรงเรียนนาฏศิลป์ยังไม่มี มีแต่ที่โรงเรียนช่างศิลป์และเป็นตำแหน่งวิสามัญ ก็มาทำงานที่เค้าเรียกกองศิลปศึกษาซึ่งคุมทั้งช่างศิลปและนาฏศิลป์ ตำแหน่งอยู่ที่ช่างศิลป์แต่ได้สอนที่นาฏศิลป์ สอนอยู่ปีกว่าๆ ก็มีเหตุการณ์ที่หักเหชีวิตอีกครั้ง
ขอเล่าว่าตอนอยู่จุฬานี่จะมีหนังสือที่นิสิตทำกันเองออกขาย เล่มละบาท ก็ให้นิสิตด้วยกันเขียน ผมก็จะเขียนเรื่องเกี่ยวกับดนตรี เรื่องสถาปัตยกรรมไทย วรรณคดีไทยมั่ง พอดีหนังสือเล่มนี้ลูกสาวอ.ศุภร บุนนาค ดร.สุริยา บุนนาค คงจะซื้อไป และก็คุณแม่คงผ่านตา ก็บอกเออ เด็กคนนี้ ถ้าได้ไปสอนภาษาไทยคงจะดี สามี อ. ศุภรทำงานที่ยาสูบ จบวิศวะจุฬาชื่อดำรงค์ บุนนาค หัวหน้าเป็นลูกครึ่ง มีน้องชายเป็นลูกครึ่งอังกฤษ แต่ว่าตอนน้องชายอยู่ออสเตรเลีย ได้เป็นครูสอนภาษาไทยที่โรงเรียน School of Language ของกองทัพอากาศ ตอนนั้นมีสงครามเวียดนาม ออสเตรเลียก็สอนภาษาเอเซีย จีน อินโดนีเซีย ไทย เวียดนาม แล้วอ.ศุภรก็เสนอชื่อให้คุณดำรงค์ทราบ และก็มีข้าราชการสถานทูตออสเตรเลียมาสัมภาษณ์ ก็บอกว่าไม่ผ่าน เพราะภาษาอังกฤษไม่ดีเลย แต่ก็ได้อ.ศุภร บอกว่า ก็ไม่ได้ให้ไปสอนภาษาอังกฤษ แต่ให้ไปสอนภาษาไทย ก็ควรจะได้คนแบบนี้ไป ก็เลยได้ไปสอนภาษาไทยที่ออสเตรเลีย 3 ปี 3 เดือน เท่ากับว่าต้องลาออกจากราชการ กว่าจะกลับมาใหม่ กว่าจะเริ่มต้นใหม่ เดือนตุลาก็เท่ากับเสียเวลาไป 5 ปี เสียเวลาตอนเรียนไป 2-3 ปี เสียเวลาราชการไปอีก 5 ปี

พอไปอยู่ที่นู่นมา ก็ได้บรรจุที่นาฏศิลป์ใหม่ เมื่อ พ.ศ. 2512 ตอนที่จบจากจุฬาเงินเดือน 900 บาท พอกลับมาจากออสเตรเลีย เงินเดือนข้าราชการเพิ่มเป็น 1,150 แต่ว่ามาทำงานที่วิทยาลัยนาฏศิลป์ ช่วงแรกไม่ได้เงินเดือนเลยไม่ได้บรรจุ มีอยู่ครั้งได้มาพันนึง สามเดือน เท่ากับเดือนละ 300 กว่าบาท บอกว่าเอาไปกินขนม เก็บมาจากแม่ค้าที่ขายอาหาร คนที่พูดนี้คือ อ.สะอาด บัวชาติ หัวหน้ากองศิลปศึกษา ตอนที่บรรจุครั้งแรกที่ 900 เนี้ย รุ่นพี่ที่อักษรมาทำงานที่เมื่อก่อนเค้าเรียก อสท. ส่งเสริมการท่องเที่ยว ให้เงินเดือนสองพันไม่เอา เอา 900 เพราะว่ารักการศึกษาที่นี่
แต่ตอนนี้มีตำแหน่งบรรจุที่วิทยาลัยนาฏศิลป์ ก็เล่นดนตรีออกทีวีมั่ง อะไรมั่ง ครูที่อยู่ที่นั่นบอกว่าคนที่งานที่นาฏศิลป์เค้าห้ามออกทีวี เป็นกฏโบราณมาก สมัยต่อมาที่มีประกวดดนตรีไทยมัธยม นาฏศิลป์ก็ห้ามประกวด ต่อมาพอมีมหาดุริยางค์ครั้งแรก ได้ครูประสิทธิ์คัดเลือกให้สีซอสามสาย แต่ตอนนั้นยังสอนหนังสืออยู่ ก็เลยไม่ยอมมาสี และครั้งต่อมาที่งานหลวงประดิษฐ์ไพเราะเนี่ย จำได้ว่าเจอหน่องยังเป็นนักเรียนจิตรลดาอยู่ ตอนนั้นก็มหาดุริยางค์เหมือนกัน แล้วครูประสิทธฺ์ก็พลิกชีวิตอีกครั้งนึง ที่ไปขอต่อ ผอ.ให้มาเป็นครูสอนดนตรี ทำให้เป็นประโยชน์เพราะว่าตอนที่เล่นดนตรีนั้นสีได้ซอด้วง ซอสามสาย ซออู้สีไม่ได้ มันคนละนิ้ว แต่พอมาเป็นครู มันต้องสอนทั้งซออู้ซอด้วง ก็ทำให้สีซออู้ได้ และพอดีได้ใกล้ชิดกับป้าเมียด ก็ได้จำกลอนซออู้ของป้าเมียดมาใช้เยอะ พูดถึงความโชคดีบ้างไม่ดีบ้าง พอมาทำงานที่นาฏศิลป์ หลวงไพเราะเสียงซอเมตตามาก เวลาสอนหนังสือนี่เปิดบังตาขึ้นมาทักทาย แล้วก็บอกว่ามาจะสอนดนตรีให้ เท่าที่ทราบจากครูประเวช ท่านไม่ค่อยจะรับใครเป็นลูกศิษย์ง่ายๆ แต่เพราะกรรมมาบัง ต้องไปสอนภาษาไทยซะ ก็ไม่ได้เป็นลูกศิษย์หลวงไพเราะ ได้แต่ขโมยท่าน เลียนแบบท่าน

หลังจากมาบรรจุใหม่แล้ว ครูประสิทธิ์ได้ไปขอ ผอ.ให้สอนดนตรี ตั้งแต่นั้นก็สอนดนตรีเรื่อยมา ดนตรีด้วยภาษาไทยด้วย แต่ความที่เป็นคนโชคไม่ค่อยดี สองขั้นก็ไม่ค่อยได้เท่าไหร่ ไม่ให้แล้วยังพูดให้น้อยใจ ทำงานไม่ถูกสเป็ค ผอ.คนหนึ่ง ไอ้เราทำงานสอนภาษาไทย มันก็ตรงสเป็ก ไอ้ที่ไม่ถูกสเป็คนี่ ความจริงน่าจะเป็นความดีที่มาช่วยสอนดนตรีไทย เขาว่าไม่ได้สองขั้น เพราะทำงานไม่ตรงสเป็ก ก็ทำงานที่นี้เรื่อยมาจนเกษียณเมื่อปี พ.ศ.2544 หลังจากนั้นก็ที่เกษตร อ.วิโรจน์ (เวชชะ) ชวนมาทำงานที่เกษตรตั้งแต่ 2544-49 พอปี 50 ก็ออกจากเกษตรเพราะทำงานที่นี่ก็ไม่รุ่งเหมือนกัน มีไรไม่ปรึกษาเลย แล้วครูก็แตกแยกกัน นี่เข้าไปในนามของวิโรจน์ วิโรจน์นี่ไม่ค่อยถูกกะลูกศิษย์ตัวเอง ทำงานอยู่ได้ 9 ปีก็เลยออก ก่อนออก อ.ปกรณ์ รอดช้างเผื่อน ก็ขอแรงให้ช่วยสอน skill ซอด้วงกับซออู้ ก็สอนเรื่อยมาจบบัดนี้ เมื่อซักห้าปีมานี้ ดร.ยุทธนา (ฉัพพรรณรัตน์) ที่คณะครุศาสตร์ ก็ขอให้สอนซอสามสาย ก็สอนเรื่อยมาจนบัดนี้ แต่ปีหน้าไม่รู้ว่าจะมีเด็กซอสามสายเข้ามาเรียนหรือเปล่า ที่ว่าครูประสิทธิ์ทำให้ได้สอนดนตรีแล้ว ยังมีอีกอันนึง มูลนิธิหลวงประดิษฐ์ไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) เริ่มมีการประกวดดนตรี และได้ไปเห็นเอกสารซึ่งตอนนั้นยังคงไม่พร้อม แต่เอกสารมีว่าเป็นผู้ให้คะแนน เป็นกรรมการประกวดดนตรีไทย เอกสารอยู่ที่บ้านครูประสิทธิ์ จนหลังจากนั้นปีหรือสองปี ถึงมีการประกวดจริงๆ และก็ได้รับความกรุณาจากมูลนิธิฯให้เป็นกรรมการเรื่อยมา จนสั่งเอ็กซ์ให้ว่า เวลาตายให้เอาเงินก้อนนึงบำรุงมูลนิธิฯนะ...
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
ไปตามตะวัน...



เข้าร่วม: 27 Feb 2005
ตอบ: 687

ตอบตอบเมื่อ: Mon Jul 07, 2014 3:37 pm    เรื่อง: ตอบโดยอ้างข้อความ

ครูเฉลิม ม่วงแพรศรี เล่าชีวิต (ภาค2)


การไปสอนตามโรงเรียนมัธยม ที่ไปสอนครั้งแรก นอกวิทยาลัยนาฏศิลป์ ก็คือที่วิทยาลัยพยาบาลเกื้อการุณย์ โดยลูกครูสอน (ชูเกียรติ) วงฆ้อง ที่อยู่ครุศาสตร์นี่พามา มาสอนที่นี่ก็มีครูป๋อง (ศิลปี ตราโมท) มาสอนขิม เพลงก็พื้นๆ เอาเพลงที่ร้องยาวๆ แต่เนื้อซ้ำๆ จะได้ออกงานได้ เช่น เพลงแขกบรเทศ พุทธานุภาพ....ไปอีกยาวกว่าจะจบ ก็ออกงานได้ เวลามีงานแจกประกาศนียบัตร ครั้งนั้นชั่วโมงละ 30 บาทเอง จนสอนได้สัก 2-3 ปี ชั่วโมงสุดท้าย 80 บาท แล้วคงไม่มีงบ ก็เลยมาให้ครูดนตรีไทย กทม. ไปสอน แต่ก็ไปสอนได้ไม่นาน เขาก็ไม่ได้ไปสอน จากนั้นมาก็เด็กสวนกุหลาบ คงจะ ดร.ธัญพงศ์ (ณ นคร) อยากได้ครูมาสอนที่สวนกุหลาบ ก็ไปเรียนดนตรีที่บ้านครูประสิทธ์ ถาวร ไปเรียนดนตรีกับครูทองดี สุจริตกุล ทั้งๆที่เป็นลูกศิษย์ครูแอบ (ยุวนวณิช) ได้ความรู้มาแล้ว จะไปเรียนดนตรีที่ร้านครูประสิทธิ์ ตอนหลังก็เชิญครูทองดีมาสอน แล้วก็จะเชิญน้าเติม (เบญจรงค์ ธนโกเศศ) ด้วย น้าเติมก็ไปสอนที่ร้านครูประสิทธิ์เหมือนกัน แต่ว่าน้าเติมไม่ว่าง ครูทองดีมาตามถึงห้อง ห้องที่สอนหนังสืออยู่ บอกว่าให้ไปสอนที่สวนกุหลาบ ก็เป็นอะไรที่ประสบผลสำเร็จมากที่สวนกุหลาบ เพราะว่าเด็กสวนกุหลาบนี่เขาเก่งเกือบทุกคนเลย มาปั๊บก็ประกวดได้รางวัลโน่นมั่งนี่มั่ง สอนอยู่สวนกุหลาบหลายปี จนรุ่นธัญพงศ์ จบ ตอนนี้รุ่นพี่ธัญพงศ์มาเรียนหมอที่ศิริราช ก็จะทำผลงานให้ครูละเมียด เพื่อให้ได้เงินเดือนมากขึ้นก็อัดเสียง ปรากฎว่าเทปนี่ก็แพร่หลายพอสมควร มีขายที่ศึกษาภัณฑ์ แล้วก็ตอนหลังหมอไสวที่จบที่ศิริราชก็เอาไปอัดขายใหม่อีก ตอนหลังถึงมาทำเป็นซีดี เพลงรุ่นนั้นเท่าที่ทราบตลาดก็สนใจ เพราะก่อนหน้าที่จะอัดนี้ มักจะร้องยาวๆแล้วก็รับนิดเดียว แต่ว่าที่ศิริราชอัดนี่ มีทั้งร้องมีทั้งเครื่อง ซึ่งครูที่สอนใช้ประโยชน์ได้ทั้งทางเครื่องทางร้อง เพราะฉะนั้นที่สวนกุหลาบก็ทำให้มีชื่อเสียงขึ้น ลูกศิษย์ได้ชนะบ่อยๆ ก็เป็นอีกสเต็ปนึงของชีวิต พวกเด็กสวนกุหลาบนี่ก็แปลก ถ้าเทียบกับเด็กนาฏศิลป์นี่ไม่บริการครูเลย มาเดาคงเป็นเพราะว่าฐานะครอบครัวดีและก็เป็นคุณหนูทั้งหลาย มีแต่คนเอาใจ เพราะงั้นเอาใจครูไม่เป็น ครูเองเวลาไปผ่านร้านกล้วยแขกก็ซื้ออาหารไปเลี้ยง แต่พอจบแล้วเขาเป็นผู้ใหญ่แล้วกลับดูแลมากกว่าลูกศิษย์คนอื่นๆ มันเป็นอะไรที่มันกลับกัน แต่ลูกศิษย์บางคนก็ไม่เข้าใจ อย่างธัญพงศ์นี่เขาเป็นมาก่อน เพราะฉะนั้นก็ไม่กล้าบอกว่าธัญพงศ์เป็นลูกศิษย์ เขาก็น้อยใจว่าไม่นับเขาเป็นลูกศิษย์ เขาเข้าใจผิด ความเจียมตัวของตัวเอง ไม่กล้าเคลมว่านี่ลูกศิษย์ฉัน อะไรอย่างเนี้ย เขาก็น้อยใจ ธัญพงศ์เป็นคนที่มีพาวเวอร์มาตั้งแต่เด็ก นี่เป็นครูยังกลัวเค้าเลย เกรงใจเค้า แล้วคุมวงได้ แสวงหาความรู้ ทำหน้าที่เหมือนครูคนหนึ่งเวลามีประกวดดนตรี

เวลานี้เค้าชอบประกวดดนตรีไทยมัธยม ซึ่งขอนอกเรื่อง เพลงมันยากขึ้นทุกปี มันไม่เหมาะน่ะ อย่างปีที่แล้วมานี้ หรือก่อนหน้านี้ มีเดี่ยวสุรินทราหู ธัญพงศ์เขาทำเดี่ยวสุรินทราหูจากทางจะเข้แจกจ่ายเลยทางคอมพิวเตอร์ เท่ากับว่าเขาเป็นคนสนับสนุนดนตรี ทั้งๆที่ไม่มีหน้าที่ แต่ด้วยความรัก ไม่รู้ว่าเค้าจะประกวดอะไร ถ้ามีจะเข้เดี่ยว เขาก็ทำทางเดี่ยวทุกเพลงเลย ยังเสียใจอยุ่นิดนึงว่าตอนสอนสวนกุหลาบ ตัวเองความสามารถยังมีไม่มากพอ ทางเดี่ยวทางอะไรก็ยังคิดไม่เป็น ไม่งั้นคงได้ต่อลูกศิษย์ได้อีกเยอะกว่านี้

ถ้าลูกศิษย์มัธยมก็มีสวนกุหลาบโรงเรียนเดียว ต่อมาเขามีดนตรีไทยมัธยมศึกษาเกิดขึ้น การที่เขาซ้อมรวมนี่เรามีหน้าที่ดูซอสามสาย ก็เลยทำให้มีลูกศิษย์ที่อื่นมา ซอสามสายเป็นอะไรที่ยากมาก... ต้องมาปรับคันชักกันอย่างมาก ต้องคิดคันชักให้เล่นมหาดุริยางค์ได้ง่ายๆ บางทีจบที่คันชักเข้า มันยากสำหรับเด็กหัดใหม่ อาจจะมีจบคันชักออก ก็สร้างทักษะว่าวิธีสอนซอสามสายควรจะเป็นอย่างไร ก็ได้ความรู้จากนี่ อันนี้ทำให้ได้ลูกศิษย์ต่างโรงเรียนไปเยอะอย่างเมธี (พันธุ์วราธร) ตอนนั้นอยู่ราชวินิต แล้วก็คนอื่นๆอีก จนกระทั่ง ต่อมา อ.เฉียบ (ณัฐพงศ์ โสวัตร) ไปเรียนปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร ก็บอกว่า อ. วิภา คงคากุล ตอนนั้นคงเป็นหัวหน้า บอกให้ไปสอนที่ มศว. ก็เป็นครั้งแรกที่ได้มาสอนมหาวิทยาลัย สอนอยู่หลายปี จนกระทั่งทางมหาวิทยาลัยเขาเชิญ ดร.เฉลิมพล (งามสุทธิ) มาจากอีสาน นี่ก็เลยไม่ได้ไปสอนอีก

ต่อมาที่วิทยาลัยนาฏศิลป์ อ.สมภพ ภิรมย์ ได้ไปขอร่วมกับเทคโนโลยีราชมงคล ชื่อเก่าชื่อไรลืมล่ะ เป็นส่วนนึงของเทคโนฯราชมงคล จบมาได้ ป.ตรี ก็ได้สอนซอสามสายที่วิทยาลัยนาฏศิลป์ แต่ในนามของอีกมหาวิทยาลัยนึง ได้สอนอยู่ปีสองปี ต่อมาไม่ได้ไปสอน มศว. หลายปี จน ดร.สมศักดิ์ื เกตุแก่นจันทร์ ได้เป็นหัวหน้าดนตรีไทย ถึงได้กลับมาสอน ถึงปัจจุบันนี้ ก็เป็นสิบๆปีเหมือนกัน

ความคิดที่เกี่ยวกับดนตรีไทยนี่ รู้สึกว่าทุกคนก็ถือว่าตัวเองเป็นหนึ่ง เพราะฉะนั้นไม่ค่อยจะสามัคคีกันเท่าไร นินทาว่าร้ายกัน โดยเฉพาะเมื่อดนตรีไทยฟื้นฟูจากความสนพระทัยของสมเด็จพระเทพฯ ก็ทำให้มีครูที่จะต้องตั้งโรงเรียนขึ้นมาหรือไปสอน ตอนนี้ดนตรีไทยก็เริ่มเป็นการค้า มีการว่ากันไปว่ากันมา ผมเองก็โดนว่าเยอะ.... แต่ว่าตัวเองลักษณะที่ว่าเจียมเนื้อเจียมตัว ไม่ค่อยจะอวดกล้าอะไรเท่าไหร่ ก็ยังโดนโจมตี ก็เลยคิดว่าดนตรีไทยนี้เหมือนดอกไม้หลากสี ต่างสีก็มีความงามของตัวเอง แล้วก็มาปักในแจกันเดียวกัน ทำให้แจกันดนตรีไทยนี้หลากหลาย ทำไมต้องถือว่าทางของตัวนี่ดีทางเดียว.... อีกอย่างนึงที่สังเกตว่าครูเครื่องสายคนจะไม่ค่อยนับถือในเรื่องวิชาความรู้ เพราะถือว่าปี่พาทย์เป็นหลัก เพราะงั้นถึงต้องทำให้เวลาสอน ต้องบอกเลย อย่างสมมุติเพลงพม่าเห่นี่ อ.มนตรี (ตราโมท) สั่งว่า อย่างงั้นๆต้องทำ เล่าต่อว่าเพลงพม่าเห่ตรงนี้ทำไมไม่เหลื่อม ปรากฎว่าครูสงบศึกบอกว่า อ.มนตรีให้เหลื่อม เสร็จแล้วมาถามปี๊บ ปี๊ี้บนี้อยู่ในวงการนาฎศิลป์นานกว่าใคร บอกอ.มนตรีไม่ให้เหลื่อม เพราะงั้นต้องระวัง สอนเครื่องสายต้องระวัง อย่างขอมทรงเครื่องนี่ พอครูป๋อง (ศิลปี ตราโมท) ทักปั๊บว่าพ่อไม่ได้สอนอย่างนี้ ก็รีบเปลี่ยน เพราะงั้นจะเป็นครูเครื่องสายคนเดียวที่จะต้องให้เหมือนกรมศิลป์ที่สุดถ้าเพลงออกมาจากกรมศิลป์

พอออกมาจากนาฏศิลป์แล้วหันไปมองกรมศิลป์ด้วยสายตาคนข้างนอก ก็คือว่าไม่รับอะไรเลยจากข้างนอก แล้วก็ค่อนข้างจะเงอะงะ ซึ่งมองดูก็เป็นความจริงเหมือนกัน แต่ในขณะที่เงอะงะก็มีอะไรที่พัฒนาไปจนหลายคน เช่น อ.ปกรณ์ (รอดช้างเผื่อน) รับไม่ได้คือ ลูกศิษย์ครูจงกล เป็นศิลปินดังๆในกรมศิลป์ใช้สายลวดในซออู้ ซอด้วง ซอสามสาย อันนี้หลายคนก็ไม่เห็นด้วย หลายคนก็เจาะจงเลยว่า การประกวดครั้งนี้ต้องเป็นสายไหมนะอะไรนะ แต่กรมศิลปากรก็กลับแหวกแนวใช้สายลวดได้ ซึ่งมีอะไรที่ค้านกันอยู่... แล้วก็มีอีกอันนึง เรื่องทฤษฎีโน้ต จะมองน้าเวชมากว่าสีซอเพี้ยน ซึ่งเฉลิมก็โดนด้วยว่าเพี้ยน ตัวเองก็ไม่มีความรู้ว่าเค้ามีหลักยังไงว่านี่เพี้ยนหรือไม่เพี้ยน... ถ้าเป็นไปได้เนี้ยนะอยากให้ครูดนตรีไทยสมานสามัคคีกัน แล้วก็ไม่ยึดทาง ยึดทางนี่มีปัญหาเลย เวลาที่เล่นดนตรีที่เรียกว่าวิศิษฎ์ศิลปินนี่ ทุกคนในวงจะกลุ้มใจถ้าครูวิเชียร (เกิดผล) มาตีระนาดเอก เพราะด้วยสามัญสำนึกนี่เวลาคนที่ต่างวงมา น่าจะเล่นให้มันกลางที่สุด แต่ครูวิเชียรนี่ พาทยโกศลเหนียวแน่น เพราะแกจะตีอย่างนี้ทุกทีเลย แล้วนักดนตรีไทยจะกลุ้มใจมาหลายปี จนครูพีรสิทธิ์ (บัวทั่ง) กับพันโทเสนาะ (หลวงสุนทร) เข้ามาอยู่ในวงแล้วมาตีระนาดเอกสลับกัน ทำให้ฟังดีขึ้น อันนี้เป็นลักษณะเลยว่าทางของฉันต้องถูกที่สุด ดีที่สุด มันก็เข้ากับคนอื่นลำบาก ถ้าไม่ถือเอาทางกลาง ทางที่เป็นทางง่ายที่สุดนี่ดนตรีไทยก็จะไม่เข้ากันเท่าไหร่


ดนตรีไทย เมื่อถึงคราวเปลี่ยน ก็ต้องเปลี่ยน แต่ว่าเปลี่ยนอย่างไรที่ว่าจะไม่ทิ้งความเป็นไทย อย่างการเล่นดนตรีไทยสมัยใหม่เราต้องมีทางแสดงอารมณ์ ถ้าคนไทยรุ่นเก่ามองก็ว่าไม่เรียบร้อย อย่างครูประเวชเขียนเลยว่า มารยาทในการเล่นดนตรีไทยต้องมีอะไร เพราะงั้นถ้าเราสำแดงออกด้วยพลังภายใน ท่าทางไม่มีนี่จะได้ไหม ถ้าจะเล่นดนตรีไทยอันนี้อย่างนึง แล้วก็อย่างนี้ก็ยอมรับได้ อย่างที่ ดร.สุกรี (เจริญสุข) อย่างนี้ก็รับได้ แต่ว่าขอร้องอย่างเดียว ยังไงก็อย่าไปหมดเลย ให้มีอะไรไทยๆมั่ง อีกอย่างนึงดนตรีไทยเวลานี้ ข้อสังเกตุมันจะพัฒนาไปยังไงเนี้ย ฟังจากลูกศิษย์เค้าบอก เด็กเดี่ยวนี้เพลงธรรมดาไม่ค่อยเล่น เล่นเพลงที่เดี่ยวได้เลย และชอบเพลงประเภทเพลงทยอยนอกแบบนี้ เพลงธรรมดาจะไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่ คือมาปั๊บจะไม่เรียนตามลำดับ มาถึงปั๊บจะต่อเดี่ยวเลย ซึ่งอาจจะทำให้เพลงธรรมดาหายไปก็ได้ เหลือแต่เพลงเดี่ยวก็ได้ ถ้าเป็นอย่างงั้นก็น่าเสียดาย อีกอย่างหนึ่งอันนี้ไม่เกี่ยวกับดนตรีไทยโดยตรง มันเกี่ยวกับความเป็นไปในโลกนี้ คือเด็กไทยเวลานี้ ให้เกียรติผู้ใหญ่น้อยลง นี่ไม่รู้จะแก้ยังไง ในอีกแง่นึงมองว่า การมีมารยาทแบบไทยๆก็คือกากเดนศักดินา เราก็ไม่รู้ว่าทำไมเค้ามองอย่างนั้น


ดนตรีไทย ให้อะไรกับคนที่ชื่อเฉลิม ม่วงแพรศรี

...ให้มาก อย่างน้อยคือความสำนึกในบุญคุณครูอาจารย์ ความอ่อนน้อมถ่อมตน จนมีคนไม่เกรงใจ ก็ไม่เป็นไร อีกอย่างนึงก็คือ รักความเป็นไทย เช่น อยู่เรือนไทยก็เป็นความเป็นไทยอย่างนึงที่ภูมิใจ ถึงแม้จะไม่เหมาะกับบรรยากาศสมัยใหม่ แล้วก็มีความคิดว่า คนเราถ้ามีฐานะนี่ควรจะอุดหนุนช่างฝีมือให้มีงานทำ ด้วยความคิดอันนี้จึงไปซื้อบ้านหลังเล็กมาปลูกเมื่อปี 2531 ซื้อเพราะว่า อยากให้ช่างมีงานป้อนเขา แล้วเครื่องดนตรีก็ซื้อบ่อย แต่ตอนหลังก็มีลูกศิษย์ทำให้ ซื้อแล้วก็ให้ลูกศิษย์บ้างเป็นบางคน เพื่อจะสนับสนุนให้เขามีรายได้ แต่ว่าในขณะเดียวกัน ก็ตำหนิผู้ที่ทำเครื่องดนตรีมีชื่อเสียงแล้วขายแพง ซึ่งไม่เคยเห็นด้วยเลย แล้วเวลานี้มีคนที่เชื่อฟังอยู่คนเดียวคือ นายเอ็กซ์เนี่ย อย่าขายของแพงนัก ก็มีคนฟังเราอย่างน้อย 1 คน เวลานี้ที่เห็นได้ชัดเลยคือตั้งราคาโหดร้ายมากเลยคือ สายไหม เพราะฉะนั้นก็สาใจแล้วที่เค้าไปเล่นสายลวดกัน จากสายละ 2 บาท ขึ้นมาเรื่อยๆ นี่ก็น่าเสียดายที่ว่าค้าขายแบบที่เอารวยไวๆ แล้วต่อไปถ้าเค้าไปเล่นสายลวดกันหมดแล้วตัวเองจะรู้สึกยังไง

ที่เห็นมีอยู่อันนึงที่ทำให้ดนตรีไทยสามัคคีกัน คือ รายการวิศิษฎ์ศิลปิน แต่ปีนึงก็มาพบกันหนเดียวซึ่งมีหลากหลายมาจากที่โน่นที่นี่

สมเด็จพระเทพฯ ท่านมาสนพระทัยดนตรีไทยนี่ ทำให้เกิดจากพระบารมีของท่าน มีดนตรีไทยประถมศึกษาของ กทม. อยู่พักนึง แต่ก่อนหน้านี้มีดนตรีไทยมัธยมศึกษา แล้วประถมตาม แล้วก็เป็นอุดมศึกษา ตอนหลังนี่ท่านมีพระราชกรณียกิจเยอะ เวลาที่จะทรงดนตรีก็น้อยลง แต่ว่าก็ยังปลุกชีวิตดนตรีไทยให้มีขึ้น

ถึงแม้จะเปลี่ยนแปลงไปก็ต้องยอมรับ มันจะอยู่คงเดิมอย่างเดิมไม่ได้ ต้องมีการเปลี่ยนแปลง

ขอนึกถึงพระคุณครูบาอาจารย์เก่าๆ บันดาลให้ดนตรีไทยอย่าทรุดไปเลย



-------------------------------------------------------------
อานันท์ นาคคง สัมภาษณ์และเรียบเรียง
โครงการดุริยะแห่งรัตนโกสินทร์ หอสมุดดนตรีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

กราบระลึกถึงครูเฉลิม ม่วงแพรศรี (2 สิงหาคม 2481 - 4 กรกฎาคม 2557)


-------------------------------------------------------------
_________________
ไปตามตะวัน...
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
ไปตามตะวัน...



เข้าร่วม: 27 Feb 2005
ตอบ: 687

ตอบตอบเมื่อ: Mon Jul 07, 2014 8:51 pm    เรื่อง: ตอบโดยอ้างข้อความ

ภาพบรรยากาศบางส่วนจากงานสวดพระอภิธรรมศพครูเฉลิม ม่วงแพรศรี

ณ ศาลาวัดดุสิดารามวรวิหาร













ขอบคุณภาพจาก Facebook Nong Annk Korphai


ลิงค์ข่าวการจากไปของครูเฉลิม ม่วงแพรศรี จากไทยพีบีเอส

Arrow http://news.thaipbs.or.th/content/สิ้นศิลปินแห่งชาติ-เฉลิม-ม่วงแพรศรี-บรมครูซอ

Sad Sad Sad
_________________
ไปตามตะวัน...
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
ไปตามตะวัน...



เข้าร่วม: 27 Feb 2005
ตอบ: 687

ตอบตอบเมื่อ: Wed Jul 09, 2014 8:35 pm    เรื่อง: ตอบโดยอ้างข้อความ

วงการดนตรีไทยสูญเสียครั้งสำคัญอีกครั้ง นายเฉลิม ม่วงแพรศรี ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีไทย) พุทธศักราช ๒๕๕๖





นายชาย นครชัย อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) แจ้งว่า “นายเฉลิม ม่วงแพรศรี ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีไทย) พุทธศักราช ๒๕๕๖ ได้ถึงแก่กรรมแล้ว เมื่อวันศุกร์ที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๕๗ เวลาประมาณ ๒๑.๐๐ น. ณ บ้านเลขที่ ๑๔๕ หมู่ที่ ๑๑ ซอยอ่อนนุช ๗๔ ถนนสุขุมวิท ๗๗ เขตประเวศ กรุงเทพฯ เนื่องจากภาวะหัวใจล้มเหลว สิริรวมอายุ ๗๖ ปี โดยมีกำหนดรดน้ำศพวันอาทิตย์ที่ ๖ กรกฎาคม ๒๕๕๗ เวลา ๑๖.๐๐ น. และสวดพระอภิธรรมศพระหว่างวันที่ ๖ – ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๕๗ เวลา ๑๙.๐๐ น. ณ ศาลา ๙ วัดดุสิดารามวรวิหาร แขวงอรุณอัมรินทร์ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ จากนั้นจะเก็บศพไว้บำเพ็ญกุศลเป็นเวลา ๑๐๐ วัน และสวธ. ดำเนินการเรื่องขอพระราชทานเพลิงศพให้ต่อไป

นายชาย นครชัย อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กล่าวต่อว่า “วงการดนตรีไทยได้สูญเสียปราชญ์ของแผ่นดินอีกครั้ง เพราะครูเฉลิม ม่วงแพรศรี ท่านเป็นผู้มีความรู้ความสามารถในการบรรเลงซอชนิดต่างๆ ทั้งซอด้วง ซออู้ และซอสามสายเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะซอสามสายถือได้ว่าเป็นเอตทัคคะคนหนึ่งของประเทศทีเดียว อีกทั้งยังเป็นกำลังสำคัญในการถ่ายทอดความรู้แก่เยาวชนมากว่า ๕๐ ปี

สำหรับการให้ดำเนินการช่วยเหลือนั้น สวธ. มีเงินช่วยเหลือเมื่อเสียชีวิต เพื่อร่วมบำเพ็ญกุศลศพ ๒๐,๐๐๐ บาท นอกจากนี้ยังมีเงินช่วยเหลือค่าจัดทำหนังสือเผยแพร่ผลงานเมื่อเสียชีวิตเท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน ๑๕๐,๐๐๐ บาท”

จึงขอเชิญศิษยานุศิษย์ร่วมแสดงความกตัญญูกตเวทิตาและไว้อาลัยแด่ครูขอแผ่นดินในวาระสุดท้ายนี้

สำหรับประวัติของนายเฉลิม ม่วงแพรศรี ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีไทย) พุทธศักราช ๒๕๕๖ เกิดเมื่อวันที่ ๒ สิงหาคม ๒๔๘๑ เป็นผู้มีความรู้ความสามารถในการบรรเลงซอชนิดต่าง ๆ ทั้งซอด้วง ซออู้ และซอสามสายเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะซอสามสายถือได้ว่าเป็นเอตทัคคะคนหนึ่งของประเทศ อีกทั้งเป็นผู้เข้าใจแบบแผนการบรรเลงวงเครื่องสายและวงมโหรีตามขนบนิยมเป็นอย่างดี ได้รับเกียรติจากสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ไปถ่ายทอดความรู้ให้แก่นักเรียน นิสิต นักศึกษา เป็นระยะเวลานานกว่า ๕๐ ปี ผลิตนักดนตรีไทยทั้งนักดนตรีอาชีพ และนักดนตรีสมัครเล่นไว้จำนวนมาก อีกทั้งท่านยังมีความสามารถในการประพันธ์เพลงเป็นอย่างยิ่ง ผลงานเพลงที่ประพันธ์ไว้ได้แก่เพลงเฉลิมศิลป์ เพลงบัวกลางบึงเถา เพลงนพรัตน์ และทางเดี่ยวซอชนิดต่าง ๆ รวมกันกว่า ๔๐ เพลง

อาจารย์เฉลิม ม่วงแพรศรี ได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจในการสืบสานและถ่ายทอดรู้ด้านดนตรีไทยมาเป็นเวลานาน อีกทั้งยังมีผลงานการสร้างสรรค์เป็นที่ประจักษ์จึงทำให้ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติหลายองค์กรปัจจุบัน ท่านก็ยังคงทำหน้าที่ในการถ่ายทอดความรู้และเผยแพร่ศิลปะการดนตรีของชาติอย่างต่อเนื่องเสมอมา ให้แก่อนุชนรุ่นหลังได้เป็นอย่างดี จึงได้รับการเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีไทย) พุทธศักราช ๒๕๕๖


Arrow กรมส่งเสริมวัฒนธรรม http://www.culture.go.th/thai/index.php?option=com_content&view=article&id=2740:2014-07-09-04-20-48&catid=34:news&Itemid=351

Sad Sad Sad
_________________
ไปตามตะวัน...
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
ไปตามตะวัน...



เข้าร่วม: 27 Feb 2005
ตอบ: 687

ตอบตอบเมื่อ: Thu Oct 09, 2014 7:29 pm    เรื่อง: ตอบโดยอ้างข้อความ




ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์ในการพระราชทานเพลิงศพ นายเฉลิม ม่วงแพรศรี

ท.ช., ท.ม., ภ.ป.ร. ๕ ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีไทย)

ณ เมรุวัดดุสิดารามวรวิหาร เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร


วันเสาร์ที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๕๗

เวลา ๑๕.๐๐ น. เชิญหีบศพออกตั้งบำเพ็ญพระราชกุศล ณ ศาลาวัดดุสิดารามวรวิหาร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานหีบทองลายสลักประกอบศพ

เวลา ๑๙.๐๐ น. พระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม

วันอาทิตย์ที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๕๗

เวลา ๑๐.๐๐ น. บำเพ็ญพระราชกุศลพระราชทานในการออกเมรุ พระสงฆ์ ๑๐ รูปสวดพระพุทธมนต์ จบ มีพระธรรมเทศนากัณฑ์ ๑ แล้วพระสงฆ์ทั้งนั้นถวายพรพระ รับพระราชทานฉัน

เวลา ๑๕.๐๐ น. พระสงฆ์ ๑๐ รูปบังสุกุล เชิญหีบศพเวียนเมรุ แล้วเชิญขึ้นตั้งบนจิตกาธาน

เวลา ๑๗.๐๐ น. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปในการพระราชทานเพลิงศพ


วันจันทร์ที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๕๗

เวลา ๐๗.๐๐ น. พระราชทานผ้าไตร และภัตตาหารสามหาบในการเก็บอัฐิ


******************
_________________
ไปตามตะวัน...
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
แสดงเฉพาะข้อความที่ตอบในระยะเวลา:   
สร้างหัวข้อใหม่   ตอบ    Thaikids.com -> เวทีดนตรีไทย ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
หน้า 1 จาก 1

 
ไปที่:  
คุณไม่สามารถสร้างหัวข้อใหม่
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ
คุณไม่สามารถแก้ไขข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลบข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลงคะแนน


SwiftBlue Theme created by BitByBit
Powered by phpBB © 2001, 2002 phpBB Group