Thaikids.com Thaikids.com
คุยทางไกลกับไทยคิดส์
กระดานข่าวเก่าเพื่ออ้างอิงข้อมูลเชิญทางนี้ครับ
ติดต่อเวบมาสเตอร์เชิญทางนี้ครับ
 
 ช่วยเหลือช่วยเหลือ   ค้นหาค้นหา   รายชื่อสมาชิกรายชื่อสมาชิก   กลุ่มผู้ใช้กลุ่มผู้ใช้   สมัครสมาชิกสมัครสมาชิก 
 ข้อมูลส่วนตัว(Profile)ข้อมูลส่วนตัว(Profile)   เข้าสู่ระบบเพื่อเช็คข้อความส่วนตัวเข้าสู่ระบบเพื่อเช็คข้อความส่วนตัว   เข้าสู่ระบบ(Log in)เข้าสู่ระบบ(Log in) 

กรอบคิดแบบอาณานิคมว่าด้วยการตั้งเสียงดนตรีไทย

 
สร้างหัวข้อใหม่   ตอบ    Thaikids.com -> เวทีดนตรีไทย
อ่านหัวข้อก่อนหน้า :: อ่านหัวข้อถัดไป  
ผู้ตั้ง ข้อความ
khimlover



เข้าร่วม: 19 Oct 2009
ตอบ: 40

ตอบตอบเมื่อ: Sat Aug 28, 2010 6:55 am    เรื่อง: กรอบคิดแบบอาณานิคมว่าด้วยการตั้งเสียงดนตรีไทย ตอบโดยอ้างข้อความ

บทความมีประเด็นน่าสนใจดีครับ

อติภพ ภัทรเดชไพศาล กรอบคิดแบบอาณานิคมว่าด้วยการตั้งเสียงดนตรีไทย, ที่มา: http://www.oknation.net/blog/insanetheater/2009/10/08/entry-1 .

หลักฐานชิ้นแรกที่พูดถึงระบบเสียงของเครื่องดนตรีไทย1คืองานศึกษาของอเล็กซานเดอร์ เจ เอลลิส (Alexander J. Ellis) และ ฮิปกินส์ (Hipkins) เมื่อปีพ.ศ. 24282 ซึ่งเป็นการวัดระดับเสียงของเครื่องดนตรีไทยชนิดต่างๆ จากวงดนตรีที่เดินทางไปเปิดการแสดงที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษในปีนั้น ผลการวัดระดับพบว่าเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นมีการตั้งเสียงที่แตกต่างกัน ตารางด้านล่างแสดงให้เห็นถึงค่าความห่างระหว่างเสียงต่างๆ ของเครื่องดนตรี 4 ชนิด3



จากตารางเห็นได้ว่าความห่างของตัวโน้ตแต่ละตัวเป็นไปอย่างไม่มีระเบียบ ยิ่งต่างเครื่องกัน ช่วงเสียงก็แตกต่างกันออกไปอีกด้วย ซึ่งเหตุผลก็คือนักดนตรีไทยใช้วิธีตั้งเสียงด้วยการฟัง ไม่มีเทคโนโลยีที่ใช้ในการวัดและตรวจสอบเสียงแบบของดนตรีตะวันตก ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกที่จะเกิดความแตกต่างของเสียงเช่นนี้

แต่ในหนังสือของพอล เซลิก (Paul J. Seelig) ที่ชื่อว่า เพลงสยาม ที่ตีพิมพ์ในปีพ.ศ. 2475 กลับสร้างแนวคิดเชิงอุดมคติขึ้นมาครั้งแรก ว่าด้วยการตั้งเสียงดนตรีไทยที่เขาเห็นว่าควรจะเป็นไปในลักษณะของ 7 เสียงเท่าๆ กัน โดยเทียบกับดนตรีตะวันตกที่มีสิบสองเสียงเท่า พอล เซลิก กล่าวว่า

“ช่องห่างระหว่างเสียง (ของดนตรีไทย) เมื่อเทียบกับดนตรียุโรปแล้วคือ 1:7 ต่อ 1:12”



(สัดส่วนเปรียบเทียบดนตรีไทยเจ็ดเสียง (ด้านบน) กับดนตรีตะวันตกสิบสองเสียง (ด้านล่าง) ตามแนวคิดของเซลิก)

ส่วนในหนังสือบันทึกโน้ตเพลงไทยของกรมศิลปากร ที่มีพระเจนดุริยางค์ (ปิติ วาทยะกร) เป็นผู้เขียนคำอธิบาย ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปีพ.ศ. 2493 มีภาพสัดส่วนเปรียบเทียบระยะห่างของเสียงดนตรีไทยและดนตรีตะวันตก และอธิบายว่า

“ในระหว่าง 1 ช่วงระยะขั้นคู่ 8 ของบันไดเสียงที่ใช้ในการดนตรีไทย แบ่งและเรียงลำดับเป็นขั้นๆ จากเสียงขั้นต่ำขึ้นไปถึงเสียงขั้นสูง มีระยะขั้นถึง 7 ขั้น โดยจัดความถี่และห่างของเสียงระหว่างขั้นหนึ่งกับขั้นข้างเคียงไว้ให้มีระยะเท่าๆ กันตลอด” (เน้นข้อความโดยผู้เขียน)




(ภาพแสดงสัดส่วนเปรียบเทียบช่วงต่างๆ ของเสียงดนตรีไทยกับดนตรีตะวันตกในหนังสือบันทึกโน้ตเพลงไทยของกรมศิลปากร)

แนวคิดนี้พ้องกับของพอล เซลิกพอดี โดยที่พระเจนดุริยางค์จะได้มีโอกาสอ่านหนังสือของเซลิกหรือไม่นั้น เราไม่ทราบ

แต่แนวคิดในอุดมคตินี้น่าสงสัยตรงที่ว่า ในการดนตรีไทยจนกระทั่งปัจจุบันนั้นนิยมตั้งเสียงด้วยการฟังเป็นหลัก ดังนั้นเสียงในอุดมคติที่เป็นระเบียบเรียบร้อย เท่ากันทุกช่วงอย่างที่เห็นในภาพนั้นจึงเป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่จริงในดนตรีไทย

เสียงในอุดมคตินี้เกิดขึ้นโดยอาศัยฐานคิดแบบตะวันตกเป็นหลัก มองดนตรีไทยแล้วเอาไปเปรียบกับวิธีการแบ่งเสียงแบบฝรั่ง ผลที่ได้จึงกลายเป็นว่า 7 เสียงของดนตรีไทยนี้ต้องเท่ากัน เหมือนกับที่ดนตรีตะวันตกนั้นก็มี 12 เสียงเท่าๆ กัน โดยที่ลืมคิดไปว่า ดนตรีตะวันตกนั้นเมื่อก่อนก็ไม่ได้มีเสียงที่เท่ากัน 12 เสียงอย่างทุกวันนี้

เพราะบันไดเสียงตะวันตก (หรืออาจจะของไทยด้วย) เกิดขึ้นจากธรรมชาติของเสียง ที่เสียงแต่ละเสียงจะมี Harmonic Overtone ของตัวเอง เสียง Overtone ต่างๆ เหล่านี้ ก่อรูปขึ้นเป็นเสียงประสานของดนตรีตะวันตก โดยโน้ตที่สำคัญที่สุดก็คือคู่ 8 คู่ 5 และคู่ 4 ที่ปรากฏขึ้นมาก่อนคู่อื่นๆ

การตั้งเสียงดนตรีแบบตะวันตกเมื่อก่อนนั้นอาศัยการตั้งคู่ 5 เป็นหลัก และตั้งทบไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้ครบบันไดเสียง แต่คู่ 5 บริสุทธิ์นั้นกลับทำให้เกิดปัญหาในการตั้งเสียงมาก คือเสียงบางเสียงที่เกิดจากการตั้งแบบนี้จะเพี้ยนออกไปนอกคีย์และไม่สามารถนำมาใช้งานได้

การพยายามอะลุ่มอล่วยให้เสียงออกมาดีทุกๆ เสียงนั้นจึงต้องอาศัยการปรับโน้ตบางตัว ให้มีระยะห่างไม่เท่ากัน เป็นการประนีประนอมให้เสียงทุกช่วงเสียงอยู่ด้วยกันได้ ผลที่ได้ก็คือระบบการตั้งเสียงที่มีระยะห่างระหว่างเสียงแต่ละเสียงที่ไม่เท่ากัน ระบบเหล่านี้มีตัวอย่างเช่น Meantone temperament หรือ Well temperament เป็นต้น

ระบบ 12 เสียงเท่าอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ (Equal temperament) ว่ากันว่าค้นพบครั้งแรกที่ประเทศจีน ในสมัยเหม็ง โดยปรากฏอยู่ในข้อเขียนของจูไจหยู (Chu Tsai Yu) ในช่วงปีพ.ศ. 2127 และแพร่เข้าไปในยุโรปในช่วงหลังจากนั้นไม่นานนัก แต่ด้วยข้อจำกัดของเครื่องมือ การตั้งเสียงชนิดนี้มาเป็นจริงได้ก็เมื่อเวลาผ่านไป จนช่วงปีพ.ศ. 2413 เท่านั้น

ดังนั้นสำเนียงที่เกิดจากดนตรีตะวันตกในสมัยก่อนจึงไม่เหมือนกับที่เราได้ยินในสมัยนี้โดยสิ้นเชิง

12 เสียงที่มีระยะห่างไม่เท่ากันในสมัยก่อน ยังมีลักษณะพิเศษคือ เมื่อเพลงบรรเลงในคีย์ที่แตกต่างกัน จะให้สำเนียงที่แตกต่างกันออกไปด้วย ดังนั้นจึงเป็นที่รู้กันว่าคีย์บางคีย์ให้ความรู้สึกเฉพาะตัว เช่นโศกเศร้า หรือสนุกสนาน เป็นต้น ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากการตั้งเสียงนั่นเอง

เทียบได้กับดนตรีไทยที่ระยะห่างของเสียงไม่เท่ากัน จึงสามารถสร้างสำเนียงต่างๆ ได้อย่างหลากหลาย เช่นสำเนียงเขมร สำเนียงลาว หรืออื่นๆ

ความคิดอุดมคติที่ว่าดนตรีไทยมี 7 เสียงเท่ากันนั้นจึงไม่ใช่เรื่องจริง และเป็นเพียงความคิดที่ไปไม่พ้นกรอบคิดแบบอาณานิคม ที่ยกย่องฝรั่งเป็นมาตรฐานหลักเท่านั้น




เชิงอรรถ

1 ข้อมูลเรื่องงานศึกษาเรื่องการวัดเสียงดนตรีไทยของ Alexander J. Ellis and Hipkins และ Paul Seelig เก็บความจาก เสียงและระบบเสียงดนตรีไทย ของสุกรี เจริญสุข

2 ผลการศึกษาของ Alexander J. Ellis and Hipkins ถูกนำมาอ้างถึงครั้งแรกในบทความของ H. L. F. Helmholtz ในหนังสือ The Sensation of Tone (Dover Publication, New York, 1954)

3 ตัวเลขที่ระบุในตารางมีหน่วยเป็นเซนต์ (cent) ซึ่งเป็นหน่วยที่ใช้วัดระดับเสียงในดนตรีสากล โดยทั่วๆ ไป ช่วงเสียงดนตรีหนึ่ง octave (คู่ Cool มีค่าเท่ากับ 1,200 เซ็นต์
_________________
blog วิชาขิมที่ไม่เคยเปิดเผย


แก้ไขล่าสุดโดย khimlover เมื่อ Sun Aug 29, 2010 8:26 pm, ทั้งหมด 2 ครั้ง
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
รักษ์ดนตรี



เข้าร่วม: 23 Jun 2005
ตอบ: 469

ตอบตอบเมื่อ: Sat Aug 28, 2010 8:54 am    เรื่อง: ตอบโดยอ้างข้อความ

ขอบคุณมากครับ
ที่ได้กรุณานำบทความที่มีประโยชน์มาเผยแพร่
ทำให้โลกทัศนของผม์กว้างยิ่งขึ้นไปอีก
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
หน่อง



เข้าร่วม: 27 Feb 2005
ตอบ: 913

ตอบตอบเมื่อ: Sat Aug 28, 2010 10:42 am    เรื่อง: ตอบโดยอ้างข้อความ

ขออนุญาติร่วมแสดงความคิดเห็นนะครับ ด้วยความเคารพ

ผู้ศึกษาและเรียบเรียงบทความชิ้นนี้คือ อาจารย์อติภพ ภัทรเดชไพศาล อดีตเคยเป็นอาจารย์ภาควิชาการประพันธ์เพลง วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ปัจจุบันเป็นนักวิชาการอิสระ นักเขียน และกวี

งานที่ถูกอ้างถึงในบทความอาจารย์อติภพและใครที่อาจารย์อติภพอ้างซ้ำมา มีปัญหาดังนี้

อเล็คซานเดอร์ เจ เอลลิส Alexander J Ellis ศึกษาระบบเสียงของเครื่องดนตรีสยามที่ไปแสดงในงานนิทรรศการสินค้าโลก ณ เซาท์เคนซิงตัน กรุงลอนดอน พ.ศ. 2481 มิใช่การแสดงดนตรีบรรเลง แต่เอาเครื่องดนตรีไปตั้งโชว์ โดยการอำนวยการของพระองค์เจ้าปฤษฎางค์ ผู้แทนพระองค์จากกรุงสยามในเวลานั้น เครื่องดนตรีที่มีปัญหาที่สุดที่เอลลิสเขียนถึงในเอกสารต้นฉบับคือระนาดเอก ผืนระนาดไม่สมบูรณ์แบบเนื่องจากการเดินทางมาไกลและคาดว่าคงเจอสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงหรือตะกั่วหลุดหลายลูก ทำให้การวัดระยะห่างของช่วงเสียงไม่อาจเป็นไปตามวัตถุประสงค์ได้ ในที่สุดเอลลิสใช้วิธีสัมภาษณ์พระองค์เจ้าปฤษฎางค์และได้คำตอบ (โดยปากคำ มากกว่าทางทฤษฎีวิทยาศาสตร์)ว่าการแบ่งเสียงลูกระนาดนั้น จะต้องเฉลี่ยให้เท่ากันในช่วงคู่แปด ผลจึงออกมาเป็นการสร้างสูตรคำนวนใหม่โดยใช้ 1200 cents เป็นตัวตั้ง และหารด้วยเลข 7 ผลคือได้ 171.4 Cents เป็นค่าเฉลี่ยกลาง และต่อมาค่าเฉลี่ยนี้ถูกนำไปเป็นตัวอ้างอิงระบบเสียงดนตรีสยามที่เอลลิสไม่คาดคิดว่าจะเป็นคัมภีร์ให้โลกนี้มาทะเลาะเบาะแว้งด้วยทิฐิใดๆกัน

เครื่องดนตรีที่มีปัญหาในการถูกคำนวนและตีความในเวลาเดียวกัน ยังมีเครื่องดนตรีพม่า สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และอัฟริกา ซึ่งที่จริงควรจะต้องได้รับการศึกษาทบทวนด้วยเช่นกัน ถ้านักวิชาการดนตรีวิทยาจะหาต้นฉบับงานนิพนธ์ของเอลลิสมาอ่านและเช็คสูตรการคำนวนของเขาด้วยตนเองเสียบ้าง ก็คงจะพอเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ต้องศึกษาทั้งในเชิงคณิตศาสตร์ฟิสิกส์และในเชิงประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมในเวลานั้นด้วย จะได้หูตากว้างขึ้น

เรื่องที่น่าตกใจอีกด้านหนึ่งคือ เอลลิสเป็นคนหูบอด (Tone Deaf) ไม่ใช่ว่าหูหนวก แต่มีปัญหาในการแยกความถี่ของเสียง ไม่สามารถระบุความต่างของเสียงที่เป็นช่วงคลื่นใกล้เคียงกันได้ว่าตรงไหนเสียงโด เสียงเร ซึ่ีงตรงนี้นับว่าเป็นข้อที่เราต้องใคร่ครวญว่าหากจะทำการทดลองเชิงวิทยาศาสตร์ที่ละเอียดอ่อนนั้น จะต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง แต่อย่างไรก็ตาม เอลลิสเป็นอัจฉริยะในเชิงคณิตศาสตร์คนหนึ่ง และสามารถสร้างตารางเปรียบเทียบระบบเสียงที่อิงมาตรฐานงาน standard temperament ได้อย่างน่าทึ่ง รวมทั้งการพัฒนาความรู้เรื่อง Monochord ที่สามารถ convert ไปตามค่าความถี่ที่คำนวนเป็น table chart ได้อย่างดี

อีกประเด็นคือการศึกษางานของพอล ซีลิค Pual J Seelig ครูดนตรีชาวเยอรมัน ที่มาพำนักอยู่ในกรุงสยามช่วงก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครองและถวายงานเรียบเรียงดนตรีรับใช้ทูนกระหม่อมบริพัตร ก่อนที่จะต้องเดินทางไปบันดุงด้วยกันและตีพิมพ์หนังสือเพลงสยามที่นั่น ที่จริงเรื่องผลงานของซีลิค ผมเองเคยเขียนวิจารณ์เอาไว้ในวารสารเพลงดนตรีเมื่อปี 2538 แต่ไม่มีการให้เครดิตใดๆกับบทความต้นฉบับที่ผมเขียน แม้แต่การตั้งประเด็นว่าความสัมพันธ์ของซีลิคกับพระเจนดุริยางค์ในเวลาที่ทั้งสองคนทำงานถวายราชสำนักในกรุงสยามว่าคลุมเครือเหลือเกิน แต่ก็ช่างมันเถิด

สิ่งที่เราคงต้องสนใจมากกว่าคือการเขียน Chart เปรียบเทียบระยะเสียงห่างของทั้งสองท่าน ที่ปรากฏในการทำต้นฉบับหนังสือโน้ตเพลง ซึ่งขอแย้งท่านเจ้าของบทความและคนอ่านที่เผลอเข้าใจพลาดพลั้งว่า ทั้งซีลิคและพระเจนดุริยางค์ ไม่ใช่ตัวแทนของฝรั่งอาณานิคมอย่างที่จะกล่าวร้ายกันง่ายๆ ทั้งสองท่านนี้เป็นคนดนตรีที่ยิ่งใหญ่ทั้งใจและปัญญา ทำงานในโลกดนตรีด้วยทัศนคติที่เป็นธรรม ไม่ลำเอียง เคารพในวัฒนธรรมดนตรีไทยด้วยใจบริสุทธิ์ทั้งสองท่าน และผ่านช่วงชีวิตที่ดนตรีไทยเคยรุ่งเรืองในระบบราชสำนักอุปถัมภ์อย่างแท้จริง เป็นครูที่นักดนตรีไทยควรยกมือไหว้ด้วยศรัทธาด้วยซ้ำ

งานเปรียบเทียบระบบเสียงของดนตรีฝรั่งสากล (ที่รู้จักกันทั่วไปในโลก) กับดนตรีไทย (ที่รู้จักกันเฉพาะดินแดนแถบนี้) เป็นเรื่องที่ต้องหาทางอธิบายด้วยระบบใดระบบหนึ่งที่เป็นรูปธรรมได้ แม้ว่าการสื่อสารอย่าง "ฟันธง" จะเกิดขึ้นโดยความรู้สึกเจ็บปวดของท่านทั้งสองก็ตาม (ผมคิดว่าท่านเจ็บปวดพอสมควร ที่จะต้องสรุปว่าเสียงเครื่องดนตรีไทยโดยเฉลี่ยจะมีรูปลักษณ์อย่างไรในเชิง Scientific Phenomena) แต่ในที่สุดก็มี Chart ที่พอจะให้คำอธิบายได้ในเชิงเอกสารตำรา แทนการบรรเลงด้วยเสียงจริง ซึ่งข้อจำกัดของทั้งสองท่านก็คงมีอะไรที่อธิบายได้ชัดเจนพอ

สิ่งที่ต้องเฉลียวใจคือ ทั้งสองเรื่องนี้ไปปรากฏในต้นฉบับสกอร์เพลงไทยที่มุ่งหวังว่าจะได้ถูกนำมาบรรเลงด้วยเครื่องดนตรีสากลหรือเครื่องดนตรีไทยบางประเภท ไม่ใช่ทุกประเภท และไม่ใช่ว่าจะเป็นทางเลือกที่ใครต้องเลือกทำตาม ในยุคสมัยที่วัฒนธรรมมุขปาฐะยังมีอำนาจมากกว่าเอกสารลายลักษณ์

โดยเฉพาะต้นฉบับของซีลิคนั้น เป็นการเขียนให้กับเครื่องเป่าในวงโยธวาทิตและเปียโนได้นำไปใช้งานด้วย ไม่ใช่เพื่อกิจการปี่พาทย์อย่างที่เราเข้าใจ (ถึงแม้รากฐานเดิมของเพลงต้นฉบับจะมาจากวงปี่พาทย์สำนักพาทยโกศล ซึ่งซีลิกระบุว่าผู้ให้เพลงเหล่านี้คนสำคัญคือคุณครูจางวางทั่ว พาทยโกศล) แต่เมื่อหนังสือโน้ตเพลงถูกพิมพ์เผยแพร่นั้น ทั้งตัวซีลิคเองก็อยู่นอกเมืองไทย และหนังสือโน้ตเพลงสยามก็กลายเป็นสื่อความรู้สำหรับคนดนตรีสากลโดยทั่วไป มากกว่าที่จะถูกนำมาใช้งานกลับคือโดยคนดนตรีไทยที่เล่นเครื่องดนตรีไทย

ผมคิดว่าเพลงสยาม ก็คงมีชะตากรรมเช่นเดียวกับงานโน้ตเพลงไทย (โหมโรงเย็นและทำขวัญ) ซึ่งพระเจนดุริยางค์ก็ทำงานนี้มาตั้งแต่ก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง และมีการโอนย้ายบทบาทของเครื่องดนตรีที่เล่นสกอร์ปี่พาทย์ไปให้เครื่องดนตรีในวงดุริยางค์สากลได้บรรเลงเพื่อตรวจทานต้นฉบับมาตั้งแต่แรก ท่านที่สนใจเรื่องประวัติศาสตร์การบันทึกโน้ตเพลงไทยตำรับพระเจนดุริยางค์กรุณาค้นคว้าเพิ่มเติม

ผมสนใจว่าปรากฏการณ์การเล่นเพลงใหญ่ๆของโลกดนตรีไทยด้วยดนตรีสากลอย่างเปียโน ไวโอลิน ไซโลโฟน ต่อหน้าครูบาอาจารย์ที่เป็นแผนกเรียบเรียงทางเพลงและตรวจชำระอย่างคุณครูหลวงประดิษฐไพเราะ, คุณครูพระเพลงไพเราะ, คุณครูพระประณีตวรศัพท์, คุณครูหลวงบำรุงจิตรเจริญ, ครูพระพาทย์บรรเลงรมย์, ครูเทียบ คงลายทอง, ครูบุญธรรม ตราโมท ฯลฯ ก็เป็นเรื่องที่น่าขบคิดอีกเช่นกัน บรรดาคุณครูที่ร่วมงานชำระเพลงในครั้งนั้น ล้วนเป็นครูสำคัญที่เข้าใจดนตรีไทยอย่างลึกซึ้งกว่าเราในเวลานี้มากนัก ผมอยากรู้ว่าคุณครูในยุคนั้นท่านมีทัศนคติอย่างไรต่อเสียงที่ท่านได้ยิน หรือแม้แต่ภาพของการประสมวงปี่พาทย์ที่เปลี่ยนไปสู่วงดุริยางค์สากล นักดนตรีที่เล่นเพลงให้กรรมการตรวจชำระฟัง อย่างครูเอื้อ สุนทรสนาน ครูพิษณุ แช่มบาง ครูขุนสำเนียงชั้นเชิง ฯลฯ ก็เล่นสาธุการ เล่นตระโหมโรง เล่นนางนาค ด้วยเครื่องดนตรีสากลกันทั้งนั้น เสียงที่เปล่งออกมามันก็เป็นเสียงสเกลสากลนั่นแหละ

ผมคิดว่าท่านเหล่านั้นน่าจะมองโลกในแง่บวก และมีจิตใจที่กว้างขวางกว่าครูในยุคหลังๆที่ถูกอัตลักษณ์ชาตินิยมมาครอบงำ ไม่งั้นก็คงไม่เกิดการทำงานที่เป็นระบบการถ่ายทอดความรู้ที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าประวัติศาสตร์ดนตรีไทยช่วงใดจะเทียบเคียงได้

น่าเสียดายว่าเรานักวิชาการรุ่นหลังให้ความสำคัญในเรื่องการถ่ายทอดเสียงดนตรีไทยเป็นโน้ตสากลและชุดความสัมพันธ์ของเครื่องดนตรีสากลที่เล่นเพลงไทยกับพระคุณครูบาอาจารย์ในยุคสมัยที่พระเจนดุริยางค์ท่านทำงานประเสริฐเช่นนี้น่้อยไปหน่อย แม้แต่พวกคนปี่พาทย์ที่ผมพบเจอในยุคหลังๆยิ่งน่าอึดอัดใหญ่ เพราะล้วนแต่จะขุดคุ้ยหาเพลงเรื่องกันมากกว่า คิดแต่จะเอาเพลงโน้นเพลงนี้ ไปเล่น ไปโชว์ มากกว่าเอาสาระของงานเชิงประวัติศาสตร์มาพิจารณา

ย้อนกลับมาที่ซีลิคนิดนึงนะครับ

งานที่พิมพ์เผยแพร่เมื่อ พ.ศ. 2475 ของซีลิค กระทำโดยสำนักพิมพ์ Matatani ที่มีสำนักงานใหญ่อยู่เมืองไลป์ซิค ประเทศเยอรมัน และมีเครือข่ายอยู่ที่อินโดนีเซีย โดยเฉพาะที่บันดุงซึ่งผู้ปกครองชาวดัชต์มีอิทธิพลอยู่มากในขณะนั้น สกอร์เพลงที่ซีลิคเขียนให้กับ Matatani มิใช่เพียงแค่เพลงสยาม แต่ยังมีเพลงอื่นๆที่เขาบันทึกจากชวา บาหลี มาเลเซีย สิงคโปร์ ทำเป็นเล่มโน้ตเพลงออกมาเผยแพร่ด้วยเช่นกัน รวมทั้งสกอร์ "เพลงชาติมหาชัย" ที่เขาเรียบเรียงขึ้นถวายพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเพื่อมุ่งหวังในการประกาศเป็นเพลงชาติ National Anthem แต่ปรากฏว่าไม่สำเร็จ กลายเป็นโอกาสของพระเจนดุริยางค์ที่สร้าง "เพลงชาติไทย" ขึ้นมาเป็นเพลงหลักของประเทศแทน ซึ่งไม่ขอวิจารณ์ว่าทำไม แต่อยากบอกว่าเพลงไทยของซีลิคเป็นที่สนใจของนักดนตรีตะวันตกในเวลานั้นพอสมควร มีจดหมายโต้ตอบของเขากับดุริยกวีดังๆที่สร้างงานช่วงปลาย C.19-ต้น C.20 เช่น เดอบุสซี ราเวล สตราวินสกี เกี่ยวกับความรู้ทางดนตรีในโลกตะวันออกไว้ด้วย น่าเสียดาย(อีกแล้ว)ที่ข้อมูลพวกนี้ไม่ได้ถูกเผยแพร่ในวงวิชาการประวัติศาสตร์ดนตรีกันเลย และเราก็ละเลยที่จะตีความการทำงานของซีลิคว่าเพลงที่ท่านบันทึกจากกรุงสยามในเวลานั้น มีคุณค่ามากมายมหาศาลเพียงใด

เรื่องการให้ความเห็นของระบบเสียงดนตรีที่มีความแตกต่าง บางทีอาจไม่ใช่เรื่องที่ต้องกระแนะกระแหนว่าเป็นทาสความคิดอาณานิคมก็ได้

สิ่งที่ฝรั่งเขาช่วยอธิบายปรากฏการณ์ดนตรีไทย เป็นเรื่องที่ช่วยให้เกิดการเปรียบเทียบเพื่อนำไปปรับใช้ Apply ให้เหมาะสม มากกว่าที่จะแบ่งข้าง แบ่งขั้ว หรือเอามาเป็นข้อถกเถียงทะเลาะเบาะแว้งอะไรกันนัก ดนตรีตะวันตกเองก็ใช่ว่าจะนิ่ง ไม่สามารถควบคุมความถี่ในการจัดระบบช่วงเสียงได้ทุกยุคทุกสมัย แม้ในเวลาปัจจุบัน (ยุคหลังอาณานิคม) การทำงานสร้างสรรค์ดนตรีที่เป็น Equal temperament หรือ Temperament แบบอื่นๆก็ไม่มีอะไรเป็นสูตรตายตัวอีกแล้ว ดุริยกวีรุ่นใหม่ๆ มีกระบวนคิดที่กว้างขวางออกไปในการจัดการเรื่องระบบเสียงในการแต่งเพลง การเล่นดนตรี หรือการผสมผสานลัทธิวิธีการดนตรีต่างๆออกมาอย่างเกินที่เราจะคาดคิด และควรเปิดโอกาสให้มันเปลี่ยนแปลงไปอย่างอิสระ ไม่ต้องมาพะวงกับเรื่องเอกลักษณ์ของเสียงที่กลายเป็นเรื่องทะเลาะไม่เป็นประโยชน์กันต่อไป

ขอให้วิถีทางศิลปะเป็นไปตามเส้นทางที่เหมาะที่ควรเถิด ถ้าอยู่ได้ก็อยู่ ถ้าอยู่ไม่ได้ก็ตายไป ไม่ต้องคิดมาก เดี๋ยวก็จากโลกนี้กันไปหมดแล้ว ไม่มีใครจะอยู่ยั้งยืนยงหรอก
_________________
ไผ่กอนี้มีเสียงเพลง


แก้ไขล่าสุดโดย หน่อง เมื่อ Mon Aug 30, 2010 10:42 am, ทั้งหมด 1 ครั้ง
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
nana



เข้าร่วม: 01 May 2008
ตอบ: 36

ตอบตอบเมื่อ: Sat Aug 28, 2010 10:43 am    เรื่อง: ตอบโดยอ้างข้อความ

เป็นข้อมูลที่ดีมีประโยชน์มากค่ะ แสดงว่า เราก็เข้าใจที่ตรงกันในเรื่องของระบบเสียง เพราะทุกวันนี้เราเพียงอนุโลมว่าดนตรีไทยเป็น 7 เสียงเท่า แต่ความจริงเท่าหรือไม่ก็ดูกันเอาเองนะค่ะ
ดีค่ะที่เรามาช่วยกันศึกษาเรื่องนี้กันอย่างจริงจัง
พิมก็ได้ความรู้มากมายในเรื่องระบบเสียงหลังจากทำเรื่องโครมาติคค่ะ
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
หนุมาน



เข้าร่วม: 28 Feb 2008
ตอบ: 24

ตอบตอบเมื่อ: Sat Aug 28, 2010 10:56 am    เรื่อง: ตอบโดยอ้างข้อความ

ระบบ 12tone หรือโครมาติก เป็นระบบที่แบ่งเสียงเท่าของแท้
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
ศิษย์คเนศ



เข้าร่วม: 21 May 2007
ตอบ: 437

ตอบตอบเมื่อ: Sat Aug 28, 2010 11:19 am    เรื่อง: ตอบโดยอ้างข้อความ

รับงานครับทำป้ายโฆษณา

Very Happy Very Happy Very Happy
เล่นได้ เล่นดี เสียงเท่าแน่นอน เอามือวางไปดีดไหวกิ๊ฟ โครมาติกๆๆๆๆ

เสียงไม่เท่าจริงคืนตังค์หรือรับแคลม ตลอดอายุการใช้งานครับ

ใช้ได้ป่าว Very Happy Very Happy Very Happy
_________________
http://www.facebook.com/profile.php?id=1657562355
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว ส่ง Email
หน่อง



เข้าร่วม: 27 Feb 2005
ตอบ: 913

ตอบตอบเมื่อ: Sun Aug 29, 2010 12:19 pm    เรื่อง: ตอบโดยอ้างข้อความ

ขออนุญาตเพิ่มเติมข้อมูลเรื่องงานนิพนธ์ของเอลลิสนะครับ

มีตอนหนึ่งในบทความที่เอลลิสอ้างถึงคำพูดของพระองค์เจ้าปฤษฎางค์ ซึ่งมีผลต่อการตัดสินใจเปลี่ยนยุทธวิธีวัดระบบเสียงอย่างงงงวย (เพราะเครื่องเทียบมาเพี้ยนหรือไม่ก็ตะกั่วหลุดจากการเดินทางไกล/การขนย้ายอย่างที่สงสัยกัน) เอลลิสเขียนว่า

While we were engaged taking these pitches at the Siamese Legation, Prince Prisdang told us that the intention was to make all the intervals from note to note identically the same . . . The ideal Siamese scale is, consequently, an equal division of an Octave into seven parts, so that there are no Semitones and no Tones. . . .

[แปลว่า: ในขณะที่ที่เรา(นักวิจัย)กำลังศึกษาระบบเสียงของดนตรีสยามอยู่นี้ เจ้าชายปฤษฎางค์ก็บอกกับเราว่า หลักการเทียบเสียงของขั้นคู่ดนตรีสยาม ต้องการให้ระยะระหว่างโน้ตห่างเท่าๆกัน ซึ่งในเชิงอุดมคติถือว่าเป็นการแบ่งช่วงคู่แปดออกเป็นเจ็ดช่วงห่างที่ไม่มีครึ่งเสียง semitone หรือเสียงเต็ม tone อย่างดนตรีฝรั่งมาตรฐาน]

หลังจากที่เอลลิสได้ทำตารางบันทึกเสียงเครื่องดนตรีสยามเป็นหน่วยตัวเลขออกมาแล้ว เขาทำอะไรต่อ ทราบไหมครับ

เขาเอาชุดเสียงที่แบ่งค่าเฉลี่ยใหม่เป็น 171.4 cents นั้น ทดลองป้อนข้อมูลกลับไปที่เครื่องดนตรีระนาดเอก เทียบเสียงให้เป็นระบบทฤษฎีสยามอย่างที่ได้เรียนรู้จากคนสยามพูด (หมายถึงเจ้านายสยามนั่นแหละ) แล้วให้นักดนตรีเราใช้หูฟัง ผลลัพธ์คือ “I then played the scale I had heard from the Ranat Ek, and they said it was out of tune.”

(แปลว่า พอเขาฟังเสียงระนาดที่เทียบตามทฤษฎีนั่นแล้ว...มันเพี้ยนน่ะ Shocked )

เฮ้อ เหนื่อยใจแทนเอลลิสเสียจริง Sad

อีกประการหนึ่ง ตารางศึกษา interval ขั้นคู่เสียงดนตรีสยามทั้งหมดของเอลลิสมี 52 ชุด ไม่ใช่เพียงที่เอามาโชว์ในบทความอาจารย์อติภพที่อ้างมาข้างบนนี้ และผลการศึกษาพบว่า เครื่องดนตรีสยามมีช่วงแคบห่างกันกระจาย ตั้งแต่ 90 cents ถึง 219 cents (ไม่ถึง semitone จนล้นเกินระยะ tone) ซึ่งในที่นี้ จำนวนราว 50 เปอร์เซ็นต์ของเสียงที่บันทึกได้ คือ 24 รายการขั้นคู่ มีระยะห่างระหว่างช่วง 160-185 cents ซึ่งเอลลิสเขียนสรุปไปในตอนท้ายของงานวิจัยว่าเป็นเรื่อง normal (เรื่องธรรมดา แต่เราอ่านแล้วรู้สึกว่า เขาไม่ได้คิดอย่างที่เขาเขียนแน่)

อ้อ ขออนุญาติชี้แจงอีกประเด็นหนึ่งนะครับ ชื่อของฮิปกินส์ Mr, A. J. Hipkins ที่ถูกอ้างถึงนั้น ก็มีข้อผิดพลาดด้วยเหมือนกัน เพราะที่จริงคนๆนี้เป็นกลุ่มเจ้าของเครื่องดนตรี (นักสะสม) ที่อนุญาตให้เอลลิสทำการวัดระยะเสียงเพื่อเป็นงานวิชาการได้ ตัวฮิปกินส์ไม่ใช่นักวิจัยอย่างที่เขียนบรรยาย แต่เป็นคนที่อำนวยความสะดวกให้กับการทำงานของเอลลิส ซึ่งในทีมของเขา ยังมีคนอื่นๆที่เอลลิสพูดถึงอีก คือ ราชา ราม ปาล ซิงค์ Rajah Ram Pal Singh และมองสิเออร์วิคเตอร์ มาฮิลลอน Mons. V. Mahillon รายหลังนี่สำคัญมากในวงการพิพิธภัณฑ์วิทยา เพราะเป็นคนเริ่มวางระบบการจำแนกเครื่องดนตรีของโลกที่พิพิธภัณฑ์บรัสเซล เบลเยียม ก่อนที่จะถูกพัฒนาเป็นระบบ Organology ต่อไป

เรื่องอำนวยความสะดวกที่เอลลิสซาบซึ้งฮิปกินส์มากอย่างหนึ่งที่ดูน่ารักตอนช่วงที่เก็บข้อมูลดนตรีในงานนิทรรศการที่ลอนดอน คือ ฮิปกินส์ช่วยทำหน้าที่เป็น "หู" ฟังเสียงเครื่องดนตรี ในขณะที่เอลลิสพยามเทียบเสียงวัดระยะช่วงห่างด้วยเครื่องมือที่เขาพัฒนาจาก monochord โบราณมาเป็น Dichord (double monochord ซึ่งเอลลิสเชื่อว่ามีประสิทธิภาพดีกว่าเครื่องวัด monochord ของเดิม) แต่เมื่อถึงเวลาการบันทึกและคำนวนแล้ว ตกเป็นหน้าที่ของเอลลิสโดยตรง

สูตรคำนวนที่เอลลิสใช้เป็นหลักในการศึกษาดนตรีนานาชาติเพื่อเทียบระบบเซ็นต์นั้น ใช้ตรรกะ logarithmic ว่า 1 cent = 3986.3137139*log2/1200 ครับ ถ้าหากใครจะนึกสนุก convert ระบบเสียงดนตรีสยามที่เจอในเวลาต่างๆกลับมาเทียบ จะพบว่ามีตัวเลขที่นึกไม่ถึงในการศึกษาอีกหลายหน่วย ยิ่งถ้าแปลค่าตัวเลขไปเป็นข้อมูลความถี่เสียง ก็จะยิ่งฮากันใหญ่

มีนักคณิตศาสตร์รุ่นหลังหลายคนนะครับ ที่เอาสูตรการคำนวนของเอลลิสมาพลิกแพลงใหม่ แล้วก็เจอคำตอบที่ย้อนแย้งกับสูตร cents รวมทั้งการนำสมการใหม่ๆไปอธิบายดนตรีนานาชาติด้วย ถ้าท่านที่สนใจเรื่องการศึกษาระบบเสียงดนตรีในโลกกว้างอย่างที่เป็นวิชาคณิตศาสตร์ฟิสิกส์กันจริงๆละก็ ลองไปดูงานเขียนของนักวิชาการต่อไปนี้
- Stanley Smith Stevens คิดระบบ sone ขึ้นมาปะทะกับ cent ของเอลลิส ใช้สูตร L=10logp2-10logpo2 ผลลัพธ์ที่เกิด นอกจากจะรู้จักเรื่องเสียงสูงต่ำแล้ว ยังเป็นพื้นฐานในการศึกษาเรื่องดังเบา db ต่อมาด้วย
- Wilhelm Fucks (นามสกุลน่ากลัวแฮะ) เขียนหนังสือ exact scientific music analysis มีสูตรการคำนวนระบบเสียงที่น่าสนใจมากๆ ถ้าเราจะเทียบเคียงกับคำถามที่ว่า ทำไมเพลงสำเนียงต่างๆจึงปรากฏเสียงออกมาแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นสำเนียงแขก สำเนียงลาว เขมร มอญ เท่าที่ศึกษามา Fucks จะเอาผลงานการประพันธ์เพลงของคีตกวีในประวัติศาสตร์ดนตรีตะวันตกมาวิเคราะห์ โดยเอารูปแบบความสัมพันธ์ของขั้นคู่โน้ตต่างๆในยุคสมัยต่างๆมาถอดรหัส พบว่ามีความแตกต่างในการเลือกใช้ทั้งระบบเสียงและขั้น๕ุ่เสียงในดนตรีตะวันตกด้วยกันมากมายทีเดียว สูตรคำนวนมีหลายอย่าง เช่น pi=zi/n=zi/n(sigma)j=1zj (โอ๊ย เขียนยากจริง ไม่มีบรรทัดลอยน่ะ)
- Ludger Hofmann-Engl เป็นนักคณิตศาสตร์รุ่นใหม่ อายุสี่สิบกว่าๆเอง สนใจศึกษาเรื่องการสร้างสูตรคำนวนเสียงเชิงคณิตศาสตร์อีกคน งานที่น่าจับตามองมากตอนนี้คือเรื่อง statistical music analysis, เรื่อง virtual pitch และ melodic similarity โดยเฉพาะเรื่อง virtual pitch ผมว่าน่าจะเอาไป apply ในการศึกษาระบบเสียงดนตรีไทยที่เป็นปัญหาทะเลาะเบาะแว้งกันทุกวันนี้ได้ดีทีเดียว งานล่าสุดที่ Hofman-Engl พิมพ์ออกมาเป็นวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของเขาเมื่อปีที่แล้ว อธิบายเรื่อง melodic similarity โดยจับประเด็น melota (pitch sequences), dynama (dynamic sequences) และ chronota (durational sequences) ซึ่งอ่านไปแล้วก็นึกถึงเพลงสำเนียงต่างๆอย่างที่เราสงสัยกันนั่นแหละ


กลับไปที่เอลลิส เรื่องการศึกษาระบบเสียงดนตรีสยามในอดีตช่วงเล็กๆ เป็นส่วนย่อยๆส่วนหนึ่งของงานวิจัยชิ้นใหญ่ The Musical Scales of Various Nations ที่เอลลิสพยายามหาคำตอบเรื่องความแตกต่างของระบบดนตรีในวัฒนธรรมต่างๆ เขาเอาเรื่องขั้นคู่เสียงดนตรีประเทศโน้นประเทศนี้ไปพูดบรรยาย และเขียนเป็นบทความวิชาการในหนังสืออีกหลายเล่มหลายวาระ รวมทั้งงานที่เก๋มากอีกด้านหนึ่งคือ ในการบรรยายที่ต่างๆ เอลลิสจะมีการสาธิตเสียงเหล่านั้นเล่นให้คนฟังด้วยการไล่เสียงจาก dichord สาธิตให้คนฟังแยกแยะได้ว่า ดนตรีอาหรับ ดนตรีจีน ดนตรีอาฟริกา ฯลฯ มีระบบเสียงขั้นคู่เป็นอย่างไร กับการทดลองบรรเลงด้วยเครื่องดนตรีสากลตระกูลแอคคอเดียนที่เรียกว่า concertina ซึ่งนำมาเทียบเสียงใหม่ ปรับลิ้น-ร่องเสียงให้เป็นระบบดนตรีนานาชาติและบรรเลงเพลงนานาชาติโดยลาเคนาล Messrs Lachenal นักดนตรีสำคัญอีกคนของอังกฤษ ซึ่งก็อยากรู้เหมือนกันว่าในเวลานั้น เอลลิสเคยให้ลาเคนาลเล่น concertina เป็นระบบเสียงดนตรีสยามบ้างไหม และปฏิกิริยาคนฟังเสียงดนตรีสยามจะเป็นอย่างไร

เอกสารที่เกี่ยวกับงานนิพนธ์ของเอลลิส The Musical Scales of Various Nations และอีกงานที่เขาแปลตำรา On the sensations of tone (จาก Die Lehre von den Tonempfindungen als physiologische Grundlage für die Theorie der Musik ต้นฉบับโดย Hermann Ludwig Ferdinand von Helmholtz) มีอีกหลายประเด็นที่ซุกซ่อนความคลุมเครือเอาไว้มาก น่าที่นักวิชาการดนตรีวิทยารุ่นใหม่ๆควรเอาใจใส่และตีความกัน อยากเชียร์ให้สถาบันดนตรีไทยที่ไหนก็ได้ที่ใส่ใจเรื่องการพัฒนาดนตรีไทยที่ไม่ทิ้งประวัติศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ช่วยเป็นเจ้าภาพจัดการศึกษาค้นคว้ากันให้จริงจังบ้างเถอะครับ ผมเองก็คงไม่ได้มีบทบาทอะไรมากเท่ากับเป็นกองเชียร์ห่างๆเท่านั้น

จะผิดถูกอย่างไรก็ตาม แต่ผมก็คิดว่าผมชอบเอลลิสมากเหมือนกัน กับคำพูดปิดท้ายงานนิพนธ์ของเขาว่า

ไม่มีระบบดนตรีที่เป็นสากลแท้จริง ไม่มีกฏธรรมชาติในดนตรี ไม่มีกฏกติกาตายตัว ความหลากหลายล้วนแล้วมาจากการปรุงแต่งสมมติขึ้นมาทั้งนั้น

"The musical scale is not one, not “natural” nor even founded necessarily on the law of the constitution of musical sound, but diverse, very artificial, and very capricious."

(Alexander Ellis, “On the Musical Scales of Various Nations”, 1885)


.... ขอบคุณนะ คุณครูเอลลิส .... Very Happy
_________________
ไผ่กอนี้มีเสียงเพลง
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
แสดงเฉพาะข้อความที่ตอบในระยะเวลา:   
สร้างหัวข้อใหม่   ตอบ    Thaikids.com -> เวทีดนตรีไทย ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
หน้า 1 จาก 1

 
ไปที่:  
คุณไม่สามารถสร้างหัวข้อใหม่
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ
คุณไม่สามารถแก้ไขข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลบข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลงคะแนน


SwiftBlue Theme created by BitByBit
Powered by phpBB © 2001, 2002 phpBB Group