Thaikids.com Thaikids.com
คุยทางไกลกับไทยคิดส์
กระดานข่าวเก่าเพื่ออ้างอิงข้อมูลเชิญทางนี้ครับ
ติดต่อเวบมาสเตอร์เชิญทางนี้ครับ
 
 ช่วยเหลือช่วยเหลือ   ค้นหาค้นหา   รายชื่อสมาชิกรายชื่อสมาชิก   กลุ่มผู้ใช้กลุ่มผู้ใช้   สมัครสมาชิกสมัครสมาชิก 
 ข้อมูลส่วนตัว(Profile)ข้อมูลส่วนตัว(Profile)   เข้าสู่ระบบเพื่อเช็คข้อความส่วนตัวเข้าสู่ระบบเพื่อเช็คข้อความส่วนตัว   เข้าสู่ระบบ(Log in)เข้าสู่ระบบ(Log in) 

"แคน" เครื่องดนตรีอีสาน นับถอยหลังวันสูญพันธุ์

 
สร้างหัวข้อใหม่   ตอบ    Thaikids.com -> เวทีดนตรีไทย
อ่านหัวข้อก่อนหน้า :: อ่านหัวข้อถัดไป  
ผู้ตั้ง ข้อความ
ไปตามตะวัน...



เข้าร่วม: 27 Feb 2005
ตอบ: 686

ตอบตอบเมื่อ: Tue Jun 21, 2005 9:09 am    เรื่อง: "แคน" เครื่องดนตรีอีสาน นับถอยหลังวันสูญพันธุ์ ตอบโดยอ้างข้อความ

"แคน" เครื่องดนตรีอีสาน นับถอยหลังวันสูญพันธุ์

เขียนโดย สุชาฎา ประพันธ์วงศ์
จากหนังสือพิมพ์มติชน



"...แคนแล่นแคน แล่นแคน แล่นแคน..." เสียงที่ชาวอีสานรู้จักและคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เสียงนี้มาจากเครื่องดนตรีที่เรียกว่า "แคน" เป็นเครื่องดนตรีเก่าแก่ของภาคอีสานที่ใช้เป็นเครื่องดนตรีหลักในการบรรเลงประกอบหมอลำ และประกอบการฟ้อนเป็นที่นิยมนำมาแสดงในงานม่วนซื่น

"แคน" มีชื่อเรียกอย่างเดียวกัน เพียงแต่ออกเสียงต่างกันตามเชื้อชาติ อย่างคนไทย เรียกว่า แคน ชาวแม้วเรียกว่า เก้ง จีนเรียกว่า ชะอัง เกาหลี เรียกว่า แซง และญี่ปุ่นเรียก โซ ซึ่งอาจจะเรียกตามเสียงของเครื่องดนตรีนั้นๆ

แคน มีด้วยกันสองชนิด ชนิดแรกคือ แคนน้อยและแคนใหญ่ จะแตกต่างกันที่ขนาดเล็กใหญ่ มีส่วนประกอบที่สำคัญคือ กู่แคน ลิ้นแคน เต้าแคน และขี้สูตร โดยลิ้นทำหน้าที่ทำให้เกิดเสียงเมื่อถูกคนเป่า กู่แคนหรือลูกแคนเป็นตัวขยายเสียงของลิ้นแคนให้ผู้ฟังได้ยิน เต้าแคนเป็นที่ยึดหรือศูนย์รวมของลูกแคน และเป็นศูนย์รวบรวมลมเป่า ให้ไปถึงลิ้นแคนของทุกลูกอย่างมีประสิทธิภาพ ขี้สูตรหรือขี้แมงน้อยทำหน้าที่เป็นชันสำหรับอุดลมที่เป่าไม่ให้รั่วไปที่อื่นเพื่อให้ลมเป่าไปทำให้ลิ้นแคนสั่นตามต้องการ

นับว่า "แคน" มีความสำคัญที่ลูกอีสานทั้งหลายต้องรู้จักแม้ว่าจะเป่าไม่เป็นก็ตาม แต่สิ่งที่ยากกว่าการหัดเป่าคือ การทำแคน ที่ใกล้จะเลือนหายไปตามกาลเวลาเพราะมีสิ่งใหม่ๆ ที่ทันสมัยกว่า

ยิ่งไปกว่านั้นสิ่งที่กำลังชี้ว่าแคนใกล้สูญพันธุ์ไปจริงๆ ก็คงจะเป็นวัสดุที่นำมาทำแคน เพราะตอนนี้ไม้ที่นำมาประกอบทำเป็นแคนต้องสั่งซื้อชนิดจากประเทศลาวเข้ามาเลยทีเดียว ใช่ว่าในประเทศไทยจะไม่มีไม้ที่นำมาทำแคน แต่ว่า ไม้ที่นำมาทำแคนในประเทศไทยกำลังขาดแคลนเพราะมีเพียงไม่กี่แห่ง หาได้ตามภูเขาของทางภาคอีสาน เช่น จังหวัดสกลนคร กาฬสินธุ์ และหนองคาย

ไม้ที่ว่านี้ชาวบ้านเรียกกันว่า *ไม้ซาง* เป็นไม้ไผ่ลำเล็กๆ ค่อนข้างตรง นิยมนำมาทำเครื่องดนตรีประเภทเป่า เช่น ขลุ่ย แคน ไม้ซางจึงถือได้ว่าเป็นไม้เศรษฐกิจชนิดหนึ่งของภาคอีสาน โดยเฉพาะพื้นที่บริเวณริมโขงที่ทำเป็นธุรกิจไปแล้ว



ที่หมู่บ้านท่าเรือ อ.นาหว้า จ.นครพนม กว่า 95% ของคนในหมู่บ้านมีอาชีพทำแคน จนแคนกลายมาเป็นสินค้าโอท็อปสร้างรายได้หลักให้กับชาวบ้านแต่ละครัวเรือนและชุมชน ไม้ซางลำเล็กถูกมัดรวมกันวางพิงอยู่ที่รั้วและตัวบ้านเรียงรายให้เห็นอยู่เกือบทุกบ้าน ชายสูงวัยจนถึงวัยรุ่นนั่งขัดๆ ถูๆ ไม้ไผ่ มีมีดวางอยู่ข้างๆ กับกองไม้ไผ่ที่ตัดลดขนาดลงมาแล้ววางอยู่ข้างตัวเพื่อประกอบแคน

*ยาน แสนสุริวงศ์* วัย 74 ปี ทำแคนมาตั้งแต่อายุ 20 ปีจนถึงทุกวันนี้ยังคงทำแคน และเป็นครูสอนทำแคนให้รุ่นลูกรุ่นหลานต่อ เล่าว่า เดี๋ยวนี้ไม้ที่นำมาทำแคนหายากเพราะว่าต้องไปตัดตามภูเขา ซึ่งตอนนี้ที่ฝั่งไทยมีเหลือไม่กี่แห่ง จึงต้องอาศัยทางฝั่งลาวที่ตัดมาขายเพราะว่าทางนั้นยังเหลืออีกเยอะ โดยจะมีคนขนใส่รถบรรทุกมาขายมัดละ 150 บาท 1 มัดมี 100 ลำ ดีกว่าต้องไปหาตัดเองยากกว่า

" ตอนนี้ที่หมู่บ้านก็ถือว่าการทำแคนเป็นอาชีพหลัก เพราะว่าที่นี่ทำเป็นสินค้าโอท็อปโดยจะมีคนมารับซื้อเหมาไปขายต่อตามงานวัดหรือเทศกาลที่สำคัญๆ โดยเฉพาะชาวลาวที่ข้ามแม่น้ำโขงมาเที่ยวฝั่งไทยจะซื้อกลับไปมาก เพราะว่าที่ลาวไม่ค่อยมีคนทำแล้ว "

หมอแคน ว่าการทำแคนไม่ใช่จะทำกันง่ายๆ ไม่ใช่ว่าใครก็ทำได้โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่เรียนรู้ตัวโน้ต จะเทียบเสียงได้ไม่ดีเท่ากับคนรุ่นเก่าๆ ที่เทียบเสียงด้วยความชำนาญกว่า และที่สำคัญต้องอาศัยความรู้ความชำนาญอย่างมาก รวมทั้งความประณีตด้วยนั้น การเทียบเสียงให้ประสานกันมันยากในการกำหนดลิ้นว่าจะวางยังไงให้เสียงไพเราะ ส่วนขั้นตอนการทำแคนก็ต้องใจเย็น เริ่มจากการตัดไม้ให้ได้ขนาดพอดีเท่ากับที่ต้องการ นำไม้ไผ่เผาไฟให้มีความยืดหยุ่นแล้วดัดให้ตรง จากนั้นเอาเหล็กแหลมเผาไฟให้ร้อนเพื่อใช้แทงปล้องไม้ไผ่ให้ทะลุเป็นรูกลวง จากนั้นขัดด้วยกระดาษทรายให้ผิวไม้เรียบ แล้วนำมาประกอบโดยจะต้องตั้งเสียงก่อน

หากจะคิดต้นทุนเฉพาะวัสดุที่ทำแคนหนึ่งอัน 100 บาท ต้องใช้เวลาทั้งวันจึงทำแคนได้ 1 อันเท่านั้น สำหรับราคาขายคิดบวกต้นทุนแล้วก็อยู่ประมาณ 500-800 บาท คิดรวมแล้วเดือนหนึ่งรายได้อยู่ที่ 4,500-5,000 บาท

การใช้ทรัพยากรธรรมชาติสามารถเป็นเครื่องวัดได้ว่าประเทศนั้นๆ มีการพัฒนารวมทั้งการเจริญเติบโตของประเทศในทิศทางใด เห็นได้จากการที่ประเทศลาวซึ่งเป็นประเทศด้อยพัฒนายังเต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ มากกว่าประเทศไทยที่กำลังก้าวขึ้นเป็นประเทศกำลังพัฒนาและก้าวสู่ประเทศที่พัฒนาแล้ว และ เชื่อได้เลยว่าอีกไม่นานไม้ไผ่ซางวัสดุที่บอกว่าเหลือน้อย คงจะไม่เหลืออีกเลยถ้าปล่อยให้ตัดโดยไม่มีการปลูกทดแทน

หากเป็นเช่นนี้ต่อไป "แคน" คงเหลือแต่ชื่อ และกลายเป็นของอนุรักษ์เก่าแก่ที่ได้แต่สงวนไว้ในตู้กระจกจับต้องไม่ได้และเสียง "แค่นแล่นแคน" ก็คงต้องเลือนหายไปด้วยเช่นกัน


เก็บมาฝากจากหนังสือพิมพ์มติชน Smile 21 มิ.ย.48

Arrow http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01pra04210648&day=2005/06/21

Smile Smile Smile
_________________
ไปตามตะวัน...
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
xxa



เข้าร่วม: 25 Feb 2005
ตอบ: 526

ตอบตอบเมื่อ: Fri Jun 24, 2005 9:49 pm    เรื่อง: ตอบโดยอ้างข้อความ

ขอบคุณครับ อ่านแล้วนึกถึง อ.สนอง เป่าแคน เพราะมาก ๆ
_________________
แตกต่างแต่ไม่แตกแยก
ฝากเว็บดนตรีไทยไว้
http://www.thailifemusic.com
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว MSN Messenger
พระอาทิตย์ชิงดวง



เข้าร่วม: 13 Mar 2005
ตอบ: 127

ตอบตอบเมื่อ: Sun Jun 26, 2005 8:50 am    เรื่อง: ตอบโดยอ้างข้อความ

ใช่ครับเมื่อตัดก็ต้องปลูกทดแทน มันถึงจะคงอยู่

ฟังพี่อาชาที่ม.มหาสารคามเป่าแคน เป่าลายนั้น ลายนี้เพราะมากเลย ดดยเฉพาะลายสุดสะแนน
_________________
ยามกินก็จะกิน
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว ส่ง Email MSN Messenger
แสดงเฉพาะข้อความที่ตอบในระยะเวลา:   
สร้างหัวข้อใหม่   ตอบ    Thaikids.com -> เวทีดนตรีไทย ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
หน้า 1 จาก 1

 
ไปที่:  
คุณไม่สามารถสร้างหัวข้อใหม่
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ
คุณไม่สามารถแก้ไขข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลบข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลงคะแนน


SwiftBlue Theme created by BitByBit
Powered by phpBB © 2001, 2002 phpBB Group