Thaikids.com Thaikids.com
คุยทางไกลกับไทยคิดส์
กระดานข่าวเก่าเพื่ออ้างอิงข้อมูลเชิญทางนี้ครับ
ติดต่อเวบมาสเตอร์เชิญทางนี้ครับ
 
 ช่วยเหลือช่วยเหลือ   ค้นหาค้นหา   รายชื่อสมาชิกรายชื่อสมาชิก   กลุ่มผู้ใช้กลุ่มผู้ใช้   สมัครสมาชิกสมัครสมาชิก 
 ข้อมูลส่วนตัว(Profile)ข้อมูลส่วนตัว(Profile)   เข้าสู่ระบบเพื่อเช็คข้อความส่วนตัวเข้าสู่ระบบเพื่อเช็คข้อความส่วนตัว   เข้าสู่ระบบ(Log in)เข้าสู่ระบบ(Log in) 

ปี่พาทย์เสภาฟรี ๑ มีค ๕๒

 
สร้างหัวข้อใหม่   ตอบ    Thaikids.com -> เวทีดนตรีไทย
อ่านหัวข้อก่อนหน้า :: อ่านหัวข้อถัดไป  
ผู้ตั้ง ข้อความ
อัญชลี



เข้าร่วม: 10 Sep 2007
ตอบ: 2118

ตอบตอบเมื่อ: Thu Feb 19, 2009 2:17 pm    เรื่อง: ปี่พาทย์เสภาฟรี ๑ มีค ๕๒ ตอบโดยอ้างข้อความ

http://www.kingramamusic.org/news.htm

รายการประชันปี่พาทย์เสภา
วันอาทิตย์ที่ ๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๒ เวลา ๑๕.๓๐ น.



โครงการส่งเสริมและเผยแพร่มรดกศิลปวัฒนธรรมทางด้านวรรณกรรมและการดนตรี : สนทนาภาษาดนตรี จัดให้มี “รายการประชันปี่พาทย์เสภา”
ในวันอาทิตย์ที่ ๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๒ เวลา ๑๕.๓๐ น. ณ บริเวณลานหน้าอาคารหอสมุดดนตรีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ และห้องสมุดดนตรีทูลกระหม่อมสิรินธร

ทั้งนี้เพื่อเผยแพร่การบรรเลงปี่พาทย์ประกอบการละเล่นเสภาซึ่งเป็นมหรสพที่เคยเป็นที่แพร่หลายในสมัยก่อนให้แก่ผู้สนใจทั่วไป วงดนตรีไทยที่เข้าร่วม
ในการประชัน ๓ คณะ ได้แก่ วงดนตรีครูอาวุโส วงดนตรีกรุงเทพมหานคร และวงดนตรีกองดุริยางค์ตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
นอกจากนั้นผู้ชมจะได้รับความรู้จากวิทยากรรับเชิญซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านดนตรีอีกหลายท่าน

_________________
Ancientism Anchalee http://www.facebook.com/ancientism.anchalee


แก้ไขล่าสุดโดย อัญชลี เมื่อ Mon Mar 02, 2009 2:44 pm, ทั้งหมด 4 ครั้ง
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
อัญชลี



เข้าร่วม: 10 Sep 2007
ตอบ: 2118

ตอบตอบเมื่อ: Thu Feb 19, 2009 4:59 pm    เรื่อง: ตอบโดยอ้างข้อความ

กำหนดการโครงการส่งเสริมและเผยแพร่มรดกศิลปวัฒนธรรมด้านวรรณกรรมและการดนตรี :
สนทนาภาษาดนตรี “ประชันปี่พาทย์เสภา”
วันอาทิตย์ที่ ๑ มีนาคม ๒๕๕๒ เวลา ๑๖.๐๐ น.
ณ เวทีกลางแจ้ง บริเวณหน้าอาคารหอสมุดดนตรีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ และห้องสมุดดนตรีทูลกระหม่อมสิรินธร
----------------------

เวลา ๑๕.๓๐ น.
    - ประธานในพิธีเดินทางมาถึงบริเวณจัดงาน
    - ข้าราชการและคณะผู้จัดงาน ให้การต้อนรับ
    - รับประทานอาหารว่างและเครื่องดื่ม
    - ประธาน ข้าราชการ พร้อมกันที่บริเวณเวทีกลางแจ้ง
    - นางวิลาวัณย์ ทรัพย์พันแสน ผู้อำนวยการสำนักหอสมุดแห่งชาติ กล่าวรายงาน
    - ประธาน กล่าวเปิดงาน และชมการประชันปี่พาทย์เสภา

เวลา ๑๙.๓๐ น.
    - ประธานมอบของที่ระลึกแก่วงดนตรีที่แสดง ทั้ง ๓ วง
    - รับประทานอาหารค่ำ
    - เดินทางกลับตามอัธยาศัย



_________________
Ancientism Anchalee http://www.facebook.com/ancientism.anchalee


แก้ไขล่าสุดโดย อัญชลี เมื่อ Mon Mar 02, 2009 9:36 am, ทั้งหมด 4 ครั้ง
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
อัญชลี



เข้าร่วม: 10 Sep 2007
ตอบ: 2118

ตอบตอบเมื่อ: Thu Feb 19, 2009 5:00 pm    เรื่อง: ตอบโดยอ้างข้อความ

คำนำ

“ประชันปี่พาทย์เสภา” เกิดขึ้นได้จากคำแนะนำของ พระศิริพงศ์ ครุพันธ์กิจ ซึ่งเป็นที่ปรึกษาด้านดนตรีไทยของห้องสมุดดนตรีทูลกระหม่อมสิรินธร จัดขึ้นเพื่อส่งเสริม สนับสนุนการศึกษาศิลปวัฒนธรรม วรรณกรรม และการดนตรี เผยแพร่ความรู้ และการแสดงเพื่อถ่ายทอดคุณค่าของศิลปวัฒธรรมและพัฒนาทรัพยากรมนุษยชาติ การจัดประชันปี่พาทย์เสภามีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและอนุรักษ์แบบแผนการบรรเลงปี่พาทย์เสภา อีกทั้งยกย่องครูดนตรีไทยและนักดนตรีไทย ให้รู้จักแพร่หลายมากขึ้น พร้อมทั้งให้นักเรียน นิสิต นักศึกษา ครูอาจารย์ และประชาชน ที่สนใจทั่วไปเกิดการเรียนรู้รูปแบบลักษณะการบรรเลงปี่พาทย์เสภา และให้เยาวชนรู้จักคุณค่าและเกิดการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง

สูจิบัตรเล่มนี้จัดทำขึ้นเป็นเอกสารวิชาการประกอบรายการ “ประชันปี่พาทย์เสภา” เพื่อให้ผู้ฟังได้รับความรู้ความเข้าใจมากยิ่งขึ้น เป็นเอกสารประกอบการศึกษาค้นคว้า เพิ่มพูนความรู้ความเข้าใจ เรื่อง “ประชันปี่พาทย์เสภา” และร่วมกันสืบทอดมรดกศิลปวัฒนธรรมอันดีงามของชาติสืบไป

กราบขอบพระคุณ พระศิริพงศ์ ครุพันธ์กิจ
ขอบคุณวิทยากรและนักดนตรีทุกท่าน
ขอบคุณผู้ร่วมจัดงานทุกท่าน


พูลผล อรุณรักถาวร บรรณารักษ์ระดับชำนาญการ


• อนึ่ง รายการ “ประชันปี่พาทย์เสภา” ครั้งที่ ๑ เป็นระดับ ครู ปีต่อๆไปจะจัดประชันปี่พาทย์เสภา ระดับ อุดมศึกษา อาชีวะศึกษา มัธยมศึกษา และประถมศึกษา เพื่อให้เยาวชนมีจิตสำนึกที่ร่วมกันอนุรักษ์ ส่งเสริม มรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติสืบไป
_________________
Ancientism Anchalee http://www.facebook.com/ancientism.anchalee


แก้ไขล่าสุดโดย อัญชลี เมื่อ Thu Feb 19, 2009 5:26 pm, ทั้งหมด 2 ครั้ง
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
อัญชลี



เข้าร่วม: 10 Sep 2007
ตอบ: 2118

ตอบตอบเมื่อ: Thu Feb 19, 2009 5:01 pm    เรื่อง: ตอบโดยอ้างข้อความ

รายชื่อนักดนตรี “ประชันปี่พาทย์เสภา”“วงปี่พาทย์อาวุโส กรมศิลปากร”
วันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๕๒ ณ หอสมุดดนตรีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙
--------------------------------------------
    ๑. ปี่ อาจารย์สุรพล หนูจ้อย
    ๒. ระนาดเอก อาจารย์พีระศิษย์ บัวทั่ง
    ๓. ระนาดทุ้ม อาจารย์เผชิญ กองโชค
    ๔. ฆ้องวงใหญ่ อาจารย์สาธิต แสงบุญ
    ๕. ฆ้องวงเล็ก อาจารย์ไพฑูรย์ เฉยเจริญ
    ๖. กลองสองหน้า อาจารย์บุญช่วย แสงอนันต์
    ๗. ฉิ่ง (ผู้ควบคุมวง) อาจารย์สมชาย ทับพร
    ๘. ฉาบเล็ก อาจารย์เสรี สินธุชัยภาคเสรี

เพลงโหมโรง ไอยเรศ
    เพลงโหมโรง ไอยเรศ นายช้อย สุนทรวาทิน แต่งจากเพลงไอยเรศชูงา ๒ ท่อน และไอยเรศชูวง ๒ ท่อน รวมกันซึ่งเป็นเพลงทำนองเก่าสมัยอยุธยา อยู่ในตับเรื่องฉิ่งโบราณมาขยายเป็นอัตราสามชั้นในสมัยรัชกาลที่ ๕ เพื่อให้เป็นเพลงโหมโรงประจำวงปี่พาทย์ของพระยาจิรายุมนตรี (เนียม) เพลงนี้จัดว่าเป็นยอดของเพลงโหมโรงเสภา มี ๔ ท่อน ท่อน ๑ มี ๓ จังหวะ ท่อน๒ มี ๔ จังหวะ ท่อน ๓ มี ๗ จังหวะ และท่อน ๔ มี ๖ จังหวะ ใช้หน้าทับปรบไก่ นักดนตรีนิยมนำไปบรรเลงอย่างกว้างขวางทั้งวงปี่พาทย์ วงมโหรี และวงเครื่องสาย ในพ.ศ. ๒๔๖๕ นางเจริญ พาทยโกศล แต่งทำนองทางร้อง เพื่อใช้ขับร้องในวงปี่พาทย์วงบางขุนพรหม ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต

_________________
Ancientism Anchalee http://www.facebook.com/ancientism.anchalee


แก้ไขล่าสุดโดย อัญชลี เมื่อ Thu Feb 19, 2009 5:28 pm, ทั้งหมด 5 ครั้ง
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
อัญชลี



เข้าร่วม: 10 Sep 2007
ตอบ: 2118

ตอบตอบเมื่อ: Thu Feb 19, 2009 5:02 pm    เรื่อง: ตอบโดยอ้างข้อความ

ประวัติวงปี่พาทย์กองดุริยางค์ตำรวจ

    วงดนตรีของกรมตำรวจได้เกิดขึ้นในสมัยพลตำรวจเอกหลวงชาติตระการโกศลเป็นอธิบดีกรมตำรวจ ได้จัดตั้งวงขลุ่ยกลองขึ้นในราวเดือนกุมภาพันธ์ ๒๔๙๓ เพื่อใช้สำหรับเดินแถวตรวจตราเวรยาม ซึ่งถือว่าเป็นวงดนตรีวงแรกของกรมตำรวจ ต่อมาใน พ.ศ.๒๔๙๕สมัยพลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์เป็นอธิบดีกรมตำรวจ ได้ตั้งวงโยธวาทิต ตามคำแนะนำของพระเจนดุริยางค์ ซึ่งได้โอนย้ายจากกรมศิลปากร มาเป็นผู้เชี่ยวชาญดนตรีของกรมตำรวจ และมีร้อยตำรวจตรีกมล แพทย์คุณ เป็นผู้บังคับหมวด โดยตั้งอยู่ที่บริเวณของโรงพยาบาลตำรวจในปัจจุบัน

    หลังจากนั้น ประมาณปี พ.ศ.๒๕๐๐ ได้มีการจัดตั้งวงปี่พาทย์ กรมตำรวจขึ้นโดยมีนักดนตรีรุ่นแรก มีจ่าสิบตำรวจ พิณ ปานกลั่น หัวหน้าวงนักดนตรี อาทิ จ่าสิบตำรวจ โม รอดใหญ่ จ่าสิบตำรวจ ประยงค์ กิจนิเทศ ต่อมา พ.ศ.๒๕๐๑ ได้มีการรับสมัครนักดนตรีเพิ่มเติม ได้แก่ ครูกาหลง พึ่งทองคำ (ต่อมาได้เป็นหัวหน้าวงปี่พาทย์ในปี พ.ศ. ๒๕๐๘) ครูเชื้อ ดนตรีรส ครูสะอาด รอดสวัสดิ์ (จุก) ครูจิต ดิษฐปัญญา ครูบุญธรรม คงทรัพย์ ครูสวาส บุญญาพร เป็นต้น

    นับได้ว่า วงปี่พาทย์กรมตำรวจในสมัยนั้น เป็นวงปี่พาทย์ที่มีความเข้มแข็ง และมีความสามารถมากวงหนึ่ง ในช่วงเวลาต่อมาเมื่อนักดนตรีรุ่นเก่าเกษียณอายุราชการได้มีการรับนักดนตรีเข้ามาเพิ่มขึ้น เพื่อทดแทนนักดนตรีที่ขาดแคลนไป เช่น นายจงกล เพียรพงษ์ นายวิบูลย์ธรรม เพียรพงษ์ นายสมนึก ศรประพันธ์ และนักดนตรีที่มีชื่อเสียงมีฝีมืออีกหลายคนด้วยกัน

    ปัจจุบัน วงปี่พาทย์กองดุริยางค์ตำรวจ สังกัดกับ ฝ่ายสวัสดิการ ๓ กองสวัสดิการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตั้งอยู่ที่ เลขที่ ๙๑ หมู่ ๔ ถนนแจ้งวัฒนะ ต.คลองเกลือ อ.ปากเกร็ด จ. นนทบุรี หมายเลขโทรศัพท์ ๐๒ – ๕๘๓๑๕๕๑

รายชื่อนักดนตรีวงปี่พาทย์กองดุริยางค์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
    ๑. ปี่ ด.ต. วิฑูรย์ อรรถกฤษณ์ ด.ต. จิระศักดิ์ โสวัตร
    ๒. ระนาดเอก จ.ส.ต. มนตรี คล้ายฉ่ำ
    ๓. ระนาดทุ้ม นาย เอกสิทธิ์ การคุณี
    ๔. ฆ้องวงใหญ่ ส.ต.ท.หญิง สุมาลี คล้ายฉ่ำ
    ๕. ฆ้องวงเล็ก ด.ต. ชานนท์ ก่ำแพ
    ๖. เครื่องประกอบจังหวะ ด.ต. วิฑูรย์ อรรถกฤษณ์ ส.ต.ต. ปิยะวัฒน์ สุมัจฉา นาย วิบูลย์ธรรม เพียรพงษ์ นาย ดำรงศักดิ์ คำประสพ
    ๗. กลองสองหน้า ด.ต.แมนรัตน์ อรุณรุ่ง
    ๘. เครื่องกำกับจังหวะ ด.ต.หญิง วัชรีย์ อรรถกฤษณ์ จ.ส.ต.จำรัส ชนะโชติ นาย จงกล เพียรพงษ์
    ๙. นักร้อง ด.ต.หญิง อุดมทรัพย์ เสณีพงษ์ ส.ต.ท. โชค ทัดสวน ส.ต.ต.หญิง นิสากร จิตถนอม
    ๑๐. ผู้ปรับวงและฝึกซ้อม นาย วิบูลย์ธรรม เพียรพงษ์ นาย เอกสิทธิ์ การคุณี
    ๑๑. หัวหน้าวง ด.ต. ชานนท์ ก่ำแพ
    ๑๒. ที่ปรึกษาวง ด.ต. วิฑูรย์ อรรถกฤษณ์
    ๑๓. อำนวยการบรรแลงโดย พ.ต.อ. ดร. ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้กำกับการ ฝ่ายสวัสดิการ ๓ กองสวัสดิการ

เพลงพม่าห้าท่อน ๓ ชั้น
    ในสมัยโบราณตั้งแต่รัชกาลที่ ๑ ขึ้นที่จนถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา การขับเสภามิได้มีเครื่องดนตรีอย่างใดบรรเลงประกอบเลย ต่อเมื่อถึงสมัยรัชกาลที่ ๒ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงเห็นว่าการขับเสภาที่ไม่มีดนตรีแทรกเลยนั้นคนขับเสถาเหน็ดเหนื่อยเพราะไม่มีเวลาพักผ่อน จึงโปรดเกล้าฯ ให้มีวงปี่พาทย์บรรเลงประกอบ มีทั้งเพลงร้องให้ปี่พาทย์รับและบรรเลงเพลงหน้าพาทย์ตามท้องเรื่องเหมือนอย่างบรรเลงประกอบการแสดงละครทุกประการ ดังคำกลอนไหว้ครูเสภาที่แต่งในรัชกาลที่ ๒ ว่า

    แต่ครั้งจอมนรินทร์แผ่นดินลับ เสภาขับยังหามีปี่พาทย์ไม่
    ต่อมาถึงองค์พระทรงชัย จึงเกิดมีขึ้นในอยุธยา

    และอีกตอนหนึ่งว่า “ส่งกราวเชิดเพลงโหน่งเหน่งไป”

    หมายความว่าในสมัยรัชกาลที่ ๒ นั้น การร้องเพลงและบรรเลงดนตรีเหมือนอย่างแสดงละคร เวลาดำเนินเรื่องจึงขับเป็นเสภา ครั้นต่อมาเห็นจะราว ๆ ต้นรัชกาลที่ ๓ การร้องเพลงและบรรเลงดนตรีประกอบเสภาจึงเปลี่ยนไป เป็นร้องเพลง ๒ ชั้นต่าง ๆ ตามแต่บทกลอนจะอำนวยให้ ไม่ใช้เพลงโอ้ เพลงช้าอย่างละคร และไม่มีการบรรเลงเพลงปี่พาทย์ แต่ก็เกิดเป็นกฎบัญญัติขึ้นอีกอย่างหนึ่ง คือ เพลงที่จะร้องส่งให้ปี่พาทย์รับเป็นเพลงแรก ใช้เพลงพม่าห้าท่อน เพลงที่ ๒ เพลงจระเข้หางยาวที่ ๓ เพลงสี่บทและที่ ๔ เพลงบุหลัน ต่อจากนี้ไปไม่มีกำหนด

    เพลงพม่าห้าท่อน ๒ ชั้นนี้ โดยเฉพาะท่อนที่ ๑ ได้นำเพลงของพม่าในเพลงชุดผีมดท่อนหนึ่งมาใช้ ส่วนท่อนที่ ๒ ถึง ๕ ได้คิดขยายจากเพลงเร็วของไทย (ทำชั้นเดียวให้เป็น ๒ ชั้น) เพลงหนึ่งมาติดต่อกัน ลักษณะของเพลงท่อนที่ ๑ กับอีก ๔ ท่อน จึงแตกต่างกันเป็นคนละแบบ ท่อนที่ ๑ เป็นลักษณะของเพลงประเภทที่มี “โยน” ส่วนท่อนที่ ๒ ถึง ๕ เป็นลักษณะที่มีแต่เนื้อเพลงแท้

    สมัยปลายรัชกาลที่ ๓ เริ่มนิยมการแต่งเพลงต่าง ๆ ขึ้นเป็นอัตรา ๓ ชั้น แทบทั้งสิ้น แม้เพลงร้องประกอบเสภาก็เป็น ๓ ชั้น รวมทั้งเพลงพม่า ๕ ท่อนที่กล่าวถึงนี้ด้วย

    ได้กล่าวแล้วว่า เพลงพม่าห้าท่อน โดยเฉพาะท่อนที่ ๑ เป็นเพลงที่มี “โยน” เพราะฉะนั้นในการแต่งเพลงพม่าห้าท่อนขึ้นเป็นอัตรา ๓ ชั้น ท่านผู้แต่งจึงมีโอกาสที่จะแต่งทำนองในตอนที่เป็น “โยน” ของท่อนที่ ๑ ให้วิจิตรพิสดารออกไปได้อย่างมากมาย ส่วนท่อนที่ ๒ ถึง ๕ แม้ว่าจะตกแต่งบ้างก็ต้องอยู่ในกรอบของเนื้อทำนองเพลงการประกวดประชันทำนองเพลงพม่าห้าท่อนนี้ จึงอยู่ที่ท่อนต้นเท่านั้นเป็นสำคัญ

    ในสมัยตั้งแต่รัชกาลที่ ๔ เป็นต้นมานั้น เจ้านาย ขุนนาง ข้าราชการ และคหบดีต่างก็มีวงปี่พาทย์มโหรีและเครื่องสายกันหลายพระองค์และหลายท่าน เมื่อมีงานสำคัญ ๆ ก็มักจะนำวงดนตรีมาบรรเลงประชันขันแข่งกัน ท่านเจ้าของวงจึงต้องหาครูบาอาจารย์ที่ปรีชาสามารถไว้ปรับปรุงวงดนตรีของตน เพื่อมิให้น้อยหน้ากันได้

    การบรรเลงปี่พาทย์ทั้งที่มีขับเสภาหรือมีแต่บรรเลงรับร้องโดยไม่มีเสภา ก็ยังคงถือประเพณีการเรียงเพลงตามที่ได้ปฏิบัติกันมา คือ ร้องเพลงพม่าห้าท่อนเป็นเพลงแรกอยู่เช่นเดิม แม้ในการประชันขันแข่งที่มีวงปี่พาทย์บรรเลงหลาย ๆ วง ทุก ๆ วงก็ต้องเริ่มร้องรับด้วยเพลงพม่าห้าท่อนทั้งนั้น เพราะฉะนั้นครูบาอาจารย์ของวงดนตรีแต่ละวงจึงต้องคิดประดิษฐ์แต่งเพลงพม่าห้าท่อน ๓ ชั้น สำหรับวงดนตรีของตนให้แปลกแตกต่างออกไป โดยเฉพาะท่อนที่ ๑ ในตอนที่เป็น “โยน” ต่างก็แทรกลูกล้อลูกขัดแปลก ๆ และแทรกภาษาต่าง ๆ เช่น มอญ พม่า ลาวและแขก ให้น่าฟังยิ่งขึ้น โดยเหตุดังกล่าวมาแล้วนี้ เพลงพม่าห้าท่อน ๓ ชั้น มีมากทางยิ่งกว่าเพลงใด ๆ ทั้งสิ้น

    สำหรับการบรรเลงพม่าห้าท่อน สามชั้น ในครั้งนี้ ของวงกองดุริยางค์ตำรวจนั้น เป็นทางที่ครูพิณ เพียรพงษ์ บิดาของอาจารย์วิบูลย์ธรรม เพียรพงษ์ ข้าราชการในวงปี่พาทย์กองดุริยางค์ตำรวจได้รับการถ่ายทอดมาจากครูพุ่ม โตสง่า ซึ่งในท่อนที่ ๑ มีการแทรกเพลงภาษาไว้หลายสำเนียง เช่น ฝรั่ง แขก ลาว พม่า และมอญ โดยอาจารย์วิบูลย์ธรรมได้ปรุงแต่งพม่าห้าท่อนทางนี้ให้มีอรรถรสสนุกสนานเพิ่มขึ้น ด้วยการเพิ่มเพลงท้ายเพลงพม่าเล็กลงไปในเพลงภาษาสำเนียงมอญ แล้วนำมาถ่ายทอดให้กับนักดนตรีในวงปี่พาทย์กองดุริยางค์ตำรวจนำมาบรรเลงเป็นเพลงพม่าห้าท่อนทางประจำวงปี่พาทย์ตำรวจ

บทร้องเพลงพม่าห้าท่อน ๓ ชั้น
    เดินทางมาในหว่างกระถางไม้ ดอกใบรุกขชาติดาษดื่น
    ลมหวนเกสรเมื่อค่อนคืน ชื่นชื่นชูกลิ่นถวิลใจ
    จำปาเทศเกดแก้วพิกุลแกม ยี่สุ่นแซมสายหยุดพุดไสว
    พยอมยงค์ดัดทรงสมละไม ชั้นในไว้กรงสาลิกา
    นกแก้วจับคอนแล้วนอนเฉย เจ้าแก้วเอ๋ยสาวรักเจ้าหนักหนา


    ( แปลงมาจากเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน ตอนที่ ๑๗ ขุนแผนขึ้นเรือนขุนช้างได้นางแก้วกิริยา

เพลงจระเข้หางยาว สามชั้น
    เพลงจระเข้หางยาวสามชั้นเป็นเพลงที่แต่งขยายมาจากเพลงสองชั้นที่ชื่อเพลงสามเส้า ซึ่งเป็นเพลงเก่า หน้าทับปรบไก่ มี ๓ ท่อนๆละ ๒ จังหวะ มีครูดนตรีไม่ทราบนามได้แต่งขยายเป็น ๓ ชั้นเรียกชื่อใหม่ว่า จระเข้หางยาว โดยเป็นเพลงที่ในแบบแผนการบรรเลงเพลงประเภทเพลงเสภา บรรเลงต่อจากเพลงพม่าห้าท่อน
    นอกจากนี้ยังเป็นเพลงที่อยู่ในเพลงตับต้นเพลงฉิ่งอีกด้วย

บทร้อง เพลงจระเข้หางยาว สามชั้น
    ไม่เกรงองค์นรินทร์ปิ่นธเรศร์ อันเรืองเดชเกรียงไกรมไหศวรรย์
    มาณพจบเจนสกาพนัน ใครหมายมั่นมุ่งมาดให้มามี
    เธอก็เป็นพญาครุฑอุดมเดช วิสัยเพศพงษ์ราชปักษี
    เนาสถานวิมานฉิมพลี เพราะบารมีอบรมสร้างสมมา
    มาจากบทเรื่องกากี ของเจ้าพระยาพระคลัง (หน )

เพลงบุหลัน เถา
    เพลงบุหลัน สองชั้น ทำนองเก่า ประเภทหน้าทับปรบไก่ มี ๒ ท่อน ท่อนละ ๓ จังหวะ นิยมนำไปบรรเลงและขับร้องในละครนอก เป็นเพลงสองท่อนสั้นๆ เดิมเรียกชื่อเพลง ชกมวย ครูทัต นักดนตรีในวงของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ได้แต่งเป็นอัตราสามชั้น เมื่อสมัยรัชกาลที่ ๔ โดยรวบทำนองเพลงชกมวย อัตราสองชั้นที่มี ๒ ท่อน ให้เป็นท่อนเดียว แล้วนำทำนองใบ้คลั่ง ท่อนที่ ๓ มาดัดแปลงทำนองใหม่ให้เป็นท่อน ๒ เรียกชื่อใหม่ว่า “เพลงบุหลัน” พร้อมทั้งเพิ่มการบรรเลงในเที่ยวกลับให้มีสำนวน ทำนองลูกล้อลูกขัดเพิ่มขึ้นมาในเที่ยวกลับอีก

บทขับร้องเพลงบุหลัน เถา
    ครั้นค่ำสนธยาราตรีกาล จึงเผยม่านออกชมแสงบุหลัน
    ทรงกลดหมดเมฆอยู่พรายพรรณ แสงจันทร์จับแสงรถทรง
    แสงโคมประทีบทองส่องสว่าง กระจ่างจับพุ่มไม้ไพรระหง
    พวงพะยอมหอมหวนลำดวนดง สายหยุดประยงค์โยธกา
    หอมกลิ่นกล้วยไม้ที่ใกล้ทาง ตรัสบอกบาหยันพลางแล้วแลหา
    ลมหวนอวลกลิ่นสุมาลย์มา ระคนกลิ่นบุหงารำไป
    เรไรจักจั่นสนั่นเสียง เพราะเพียงดนตรีปี่ไฉน
    บุหรงร้งพร้องเพรียกพงไพร ฟังเพลินเจริญใจไปมา

    เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีใจกล้า
    เป็นทัพหลังรั้งพลไคลคลา เวลาค่ำคำนึงถึงเทวี
    จึงปลอมแปลงแต่งองค์เป็นอำมาตย์ ชวนพี่เลี้ยงราชทั้งสี่
    ทรงสินธพชาติพาชี ฝ่าพลมนตรีขึ้นมา

    (อิเหนา พระราชนิพนธ์รัชกาลที่ ๒ ตอนท้าวดาหาและบริวารเสร็จจากการแก้บนและเที่ยวชมวิลิศมาหราคีรี)

เพลงเดี่ยวพญาโศก
    เพลงพญาโศก ๒ ชั้น เป็นเพลงที่รวมอยู่ในเพลงเรื่องพญาโศกอันเพลงโบราณสมัยกรุงศรีอยุธยาบางที่ก็แยกออกมาใช้เป็นเพลงร้องประกอบการบรรเลงมโหรีและแสดงโขนละคอน ในบทที่แสดงอารมณ์ เศร้าสลดระหว่างนั่งหรือนอนหรือยืนอยู่กับที่รำพึงถึงความทุกข์ยากหรือสูญเสียสิ่งใดสิ่งหนึ่ง อันเป็นเรื่องที่เป็นอดีตและอนาคต ครั้นถึงราวสมัยปลายรัชกาลที่ สูญเสียสิ่งใดสิ่งหนึ่ง อันเป็นเรื่องที่เป็นอดีตและอนาคต ครั้นถึงราวสมัยปลายรัชกาลที่ ๔ พระประดิษฐ์ไพเราะ (มี ดุริยางกรู หรือ ครูมีแขก) จึงแต่งขึ้นเป็น ๓ ชั้นสำหรับร้องและบรรเลงมโหรีปี่พาทย์ แล้วจึงประดิษฐ์เป็นเพลงเดี่ยวขึ้นอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งดุริยางคศิลปิน ได้ยึดถือเป็นแบบฉบับสำหรับเดี่ยวด้วยเครื่องดนตรีทุกชนิดสืบมาจนทุกวันนี้ ส่วนความหมายของเพลงก็เป็นอย่างที่ใช้ในการแสดงโขนละคอน

    สำหรับทางเพลงเดี่ยวระนาดเอกพญาโศก ในวันนี้เป็นทางเดี่ยวที่จ่าสิบตำรวจเอกมนตรี คล้ายฉ่ำได้รับการถ่ายทอดจากอาจารย์ณรงค์ฤทธิ์ โตสง่า

_________________
Ancientism Anchalee http://www.facebook.com/ancientism.anchalee


แก้ไขล่าสุดโดย อัญชลี เมื่อ Thu Feb 19, 2009 5:34 pm, ทั้งหมด 5 ครั้ง
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
อัญชลี



เข้าร่วม: 10 Sep 2007
ตอบ: 2118

ตอบตอบเมื่อ: Thu Feb 19, 2009 5:03 pm    เรื่อง: ตอบโดยอ้างข้อความ

รายชื่อนักดนตรี “วงปี่พาทย์กรุงเทพมหานคร”
------------------------------
    ๑. ปี่ นายชัยยันต์ คลังศรี
    ๒ ระนาดเอก นายสกล บุญศิริ
    ๓. ระนาดทุ้ม นายธเนตร แสวงศิลป์
    ๔. ฆ้องวงใหญ่ นายธนพัชร์ ทัพดี
    ๕. ฆ้องวงเล็ก นายสุกฤษฎิ์ชนม์ พงษ์พรหม
    ๖. เครื่องหนัง นายสมพงษ์ พงษ์พรหม (กลองสองหน้า)
    ๗. เครื่องหนัง นายสุพจน์ ศุขสายชล
    ๘. เครื่องหนัง นายพนมกร ปั้นบุญ
    ๙. ฉิ่ง นายปรีชา นุชทรัพย์
    ๑๐. กรับ ว่าที่ ร.ต.นพดล ทรัพย์ประดิษฐ์
    ๑๑. ฉาบเล็ก นายดุลยชาติ อบนวล
    ๑๒. ขับร้อง นายประสิทธิ์ วงษ์นิล
    ๑๓. ขับร้อง นางสาวขวัญดาว ปุณยลภัสกุล

    ผู้ฝึกซ้อม นายสุทัศน์ แก้วกระหนก, นายสุวรรณ์ โตล่ำ สิบเอกไชยชนะ เต๊ะอ้วน
    ควบคุมการบรรเลง นายชาตรี อบนวล
    ผู้อำนวยการบรรเลง นางณัฐนันท์ อินทราชา ผู้อำนวยการกองการสังคีต

เพลงที่บรรเลง
    ๑. เพลงประจำสถาบันกรุงเทพมหานคร
    ๒. เพลงพม่าห้าท่อน สามชั้น
    ๓. เพลงจระเข้หางยาว สามชั้น
    ๔. เพลงสี่บท เถา
    ๕. เดี่ยวระนาดเอก เพลงพญาโศก (ทาง ครูสกล แก้วเพ็ญกาศ)
    ๖. เพลงลา เต่ากินผักบุ้ง ( ต่อท่อน )

เพลงพม่าห้าท่อน ๓ ชั้น
    ในสมัยรัชกาลที่ ๔ เป็นต้นมา เจ้านาย ขุนนาง ข้าราชการ และคหบดีต่างก็มีวงปี่พาทย์มโหรีและเครื่องสายกันหลายพระองค์ และหลายท่าน เมื่อมีงานสำคัญ ๆ ก็มักจะนำวงดนตรีมาบรรเลงประชันขันแข่งกัน ท่านเจ้าของวงจึงต้องหาครูบาอาจารย์ที่ปรีชาสามารถไว้ปรับปรุงวงดนตรีของตน เพื่อมิให้น้อยหน้ากันได้

    การบรรเลงปี่พาทย์ที่มีขับเสภาหรือมีแต่บรรเลงรับร้องโดยไม่มีเสภาก็ยังคงถือประเพณีการเรียงเพลงตามที่ได้ปฏิบัติกันมา คือ ร้องเพลงพม่าห้าท่อนเป็นเพลงแรกอยู่เช่นเดิม แม้ในการประชันขันแข่งที่มีวงปี่พาทย์บรรเลงหลาย ๆ วง ทุก ๆ วงก็ต้องเริ่มร้องรับด้วยเพลงพม่าห้าท่อนทั้งนั้น เพราะฉะนั้นครูบาอาจารย์ของวงดนตรี แต่ละวง จึงต้องคิดประดิษฐ์แต่งเพลงห้าท่อน ๓ ชั้น สำหรับวงดนตรีของตนให้แปลกแตกต่างออกไป โดยเฉพาะ ท่อนที่ ๑ ในตอนที่เป็น “โยน” ต่างก็แทรกลูกล้อลูกขัด แปลก ๆ และแทรกภาษาต่าง ๆ เช่น มอญ พม่า ลาวและแขก ให้น่าฟังยิ่งขึ้น โดยเพลงดังกล่าวมาแล้วนี้ เพลงพม่าห้าท่อน ๓ ชั้น ท่อน ๓ จึงมีมากยิ่งกว่าเพลงใด ๆ ทั้งสิ้นที่เคย ได้ยินได้ฟังมาก็ราว ๆ ๖ – ๗ ทางแล้ว

    ในสมัยรัชกาลที่ ๕ พระยาประสานดุริยศัพท์ ( แปลก ประสานศัพท์ ) ตั้งแต่ยังมิได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์และเรียกกันโดยทั่วไปว่า “ครูแปลก” ได้แต่งเพลงพม่าห้าท่อน ๓ ชั้น ขึ้นอีกทางหนึ่งสำหรับให้วงเครื่องสายบรรเลง มีลูกล้อลูกขัดและแทรกเพลงภาษาไว้ ๓ แห่ง แห่งแรกเป็นสำเนียงฝรั่ง แห่งที่ ๒ นำเพลงสำเนียงพม่ามีชื่อ “เพลงพญาปรอน” ซึ่งอยู่ในเรื่องเพลงฉิ่งมาแทรกไว้ และแห่งที่ ๓ แทรกเพลงมอญชื่อว่า “เพลงพญาลำพอง” ก็ได้รับความนิยมในวงการดนตรีอย่างแพร่หลาย นำไปใช้กันทั้งในการบรรเลงด้วยวงเครื่องสายปี่พาทย์และมโหรี และยังนิยมกันอยู่จนปัจจุบัน

    เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๕ มีปี่พาทย์ประชันวงที่วังบางขุนพรหม สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์ฯ ได้ทรงออกแบบเพลงพม่าห้าท่อนขึ้นอย่างหนึ่ง คือ ให้ขยายทำนองเพลงท่อนต้นขึ้นไปอีกเท่าตัว ( เป็น ๔ ชั้น ) ส่วนท่อน ๒-๓-๔-๕ คงเดิมและให้บรรเลงเป็นเถา โดยตัดลดหลั่นลงไปตามนัยเดียวกันนี้ จึงเกิดเพลงพม่าห้าท่อน เถา ขึ้นอีกแบบหนึ่ง

    ส่วนทางบรรเลงเพลงพม่าห้าท่อน ๓ ชั้น กลุ่มงานดุริยางค์ไทย กองการสังคีต สำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว กรุงเทพมหานคร ได้รับถ่ายทอดจาก ครูบุญยงค์ เกตุคง ศิลปินแห่งชาติ

เนื้อที่ ๓
บทร้องพม่าห้าท่อน ๓ ชั้น
    เดินทางมาในระหว่างกระถางไม้ ดอกใบรุกขชาติดาษดื่น
    ลมหวนเกสรเมื่อค่อนคืน ชื่นชื่นชูกลิ่นถวิลใจ
    จำปาเทศเกดแก้วพิกุลแกม ยี่สุนแซมสายหยุดพุดไสว
    พะยอมยงค์ดัดทรงสมละไม ชั้นในไว้กรงสาลิกา
    นกแก้วจับคอนแล้วนอนเฉย เจ้าแก้วเอ๋ยสาวรักเจ้าหนักหนาฯ

    ( แปลงมาจากเสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนที่ ๑๗ ขุนแผนขึ้นเรือนขุนช้างได้นางแก้วกิริยา )

เพลงเต่ากินผักบุ้ง ๒ ชั้น
    เพลงเต่ากินผักบุ้ง ๒ ชั้นนี้ เฉพาะทำนองดนตรีเป็นเพลงโบราณ ราวสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย แต่เดิมใช้บรรเลงอยู่ในเพลงเรื่องประเภทเพลงช้า ซึ่งมีเพลงเต่าเห่ เต่าเงิน เต่าทอง ฯลฯ รวมอยู่ด้วย
    ครั้นมาถึงสมัยที่เกิดความนิยมการร้องเพลงลาในตอนที่จะจบการเล่นเสภา เห็นจะราว ๆ สมัยปลายรัชกาลที่ ๓ หรือต้นรัชกาลที่ ๔ จึงมีอาจารย์ผู้สามารถในการแต่งเพลงร้อง นำเอาเพลงเต่ากินผักบุ้ง ๒ ชั้นนี้ มาแต่งเป็นทำนองร้องขึ้น โดยประดิษฐ์ทำนองให้มีทั้งดอกและสร้อย ท่อนหนึ่งร้อยอย่างทำนองสามัญไม่มีพลิกแพลงอย่างใดท่องสองร้องเป็นสองเที่ยว เที่ยวแรกร้องอย่างธรรมดา แต่เที่ยวที่สองร้องเป็นดอก ซึ่งเมื่อดนตรีรับก็จะต้องใช้เครื่องดนตรีชนิดใดชนิดหนึ่ง ( ในวงปี่พาทย์ใช้ปี่ใน ) บรรเลงเลียนเสียงและถ้อยคำที่ร้องดอกนั้นให้ละม้ายที่สุดเรียกกันว่า “ว่าดอก” และวิธีบรรเลงดนตรีรับ ต้องบรรเลงเที่ยวว่าดอกเสียก่อนแล้ว จึงบรรเลงเที่ยวธรรมดากลับกันกับการร้อง “ว่าดอก” และวิธีบรรเลงดนตรีรับ ต้องบรรเลงเที่ยวว่าดอกเสียก่อนแล้ว จึงบรรเลงเที่ยวธรรมดากลับกันกับการร้อง ส่วนท่อนสามวิธีร้องและบทประพันธ์เป็นสร้อยตลอดทั้งท่อน แต่การบรรเลงรับเป็นอย่างสามัญ นับได้ว่าเพลงเต่ากินผักบุ้ง ๒ ชั้นนี้ เป็นเพลงลาที่มีสร้อยมีดอกก่อนเพลงใด ๆ ในแบบนี้ และได้รับความนิยมแพร่หลายมาจนปัจจุบันนี้ แต่เป็นที่น่าเสียใจที่ไม่ทราบว่าท่านผู้ใดเป็นผู้แต่งทั้งทำนองดนตรีของเดิมและทำนองร้องที่นิยมใช้กันอยู่นี้

บทร้องเพลงเต่ากินผักบุ้ง ๒ ชั้น
เนื้อที่ ๑
    ยามกินก็จะกินน้ำตาร่ำ ยามค่ำก็จะนอนถอนใจใหญ่
    ยอมซูบผอมตรอมตรมระทมใจ ใครเลยจะช่วยบำรุงรัก
    ดอกเอ๋ย เจ้าดอกสร้อย
    ขอประสบพบสักหน่อย จะรักไม่น้อยเลยเอย
    ยี่สุ่นน้อยน้อย เก็บมาร้อยเป็นสังวาล
    พวงพยอมหอมหวาน นางน้องเจ้าร้อยเป็นพวงกรอง
    ยามร้อนก็จะร้อนสักร้อยส่วน ดังเพลิงกาลผลาญกวนประหารหัก
    ยามหนาวก็จะหนาวสะท้านนัก อกจะหักเสียแล้วแก้วเมียอา
    ดอกเอ๋ย เจ้าดอกสวาท
    หัวใจจะขาด เสียแล้วเอย
    กระต่ายต่ำต้อย มุ่งชม้อยเมียงมัน
    สวาทแสวงแสงพระจันทร์ ไม่เว้นสักวันเลยเอยฯ

    ( บทของเก่า )

เพลงเดี่ยวพระยาโศก ๓ ชั้น
    เพลงเดี่ยวพระยาโศก ๓ ชั้น เป็นเพลงที่รวมอยู่ในเพลงเรื่อง พระยาโศก อันเป็นเพลงโบราณสมัยกรุงศรีอยุธยา บางทีก็แยกออกมาใช้เป็นเพลงร้องประกอบการบรรเลงและแสดงโขนละคร ในบทที่แสดงอารมณ์ เศร้าสลดระหว่างนั่งหรือนอนหรือยืนอยู่กับที่ รำพึงถึงความทุกข์ยากหรือสูญเสียสิ่งใดสิ่งหนึ่งอันเป็นเรื่องที่เป็นอดีตและอนาคต ครั้งถึงราวสมัยปลายรัชกาลที่ ๔ พระประดิษฐ์ไพเราะ ( มี ดุริยางกูร หรือ ครูมีแขก ) จึงแต่งขึ้นสำหรับร้องและบรรเลงมโหรีปี่พาทย์ แล้วจึงประดิษฐ์เป็นเพลงเดี่ยวขึ้นอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งดุริยางคศิลปินได้ยึดถือเป็นแบบฉบับสำหรับเดี่ยวด้วยเครื่องดนตรีทุกชนิดสืบมาจนถึงทุกวันนี้ ส่วนความหมายของเพลงก็เป็นอย่างที่ใช้ในการแสดงโขนละคร

    ( เดี่ยวพระยาโศก ๓ ชั้น ทางนี้ นายสกล บุญศิริ ได้รับการถ่ายทอดมาจาก ครูลมูล เผือกทองคำ )

เพลงจระเข้หางยาว ๓ ชั้น ( ทางธรรมดา )
    เพลงจระเข้หางยาว ๓ ชั้นนี้ เป็นเพลงที่ท่านโบราณจารย์ในทางดุริยางคศิลปไทยได้แต่งขึ้นจากเพลงอัตรา ๒ ชั้น ของเก่า เช่นเดียวกับเพลงไทยอัตรา ๓ ชั้นทั่วไป ส่วนทางบรรเลงของ กลุ่มงานดุริยางค์ไทย กองการสังคีต สำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว ได้รับการถ่ายทอดจาก ครูบุญยงค์ เกตุคง ศิลปินแห่งชาติ ส่วนบทร้องใช้บทเรื่อง กากี ของพระยาพระคลัง ( หน )

บทร้องเพลงจระเข้หางยาว
    ไม่เกรงองค์นรินทร์ปิ่นธเรศร์ อันเรืองเดชเกรียงไกรมไหศวรรย์
    มานพจบเจนสกาพนัน ใครหมายมั่นมุ่งมาดให้มามี
    เธอก็เป็นพญาครุฑอุดมเดช วิสัยเพศพงศ์ราชปักษี
    เนาสถานวิมานฉิมพลี เพราะบารมีอบรมสร้างสมมา

เพลงสี่บท เถา
    สามชั้นเป็นทางบรรเลงของเก่า ส่วนสองชั้นและชั้นเดียวเที่ยวเปลี่ยน ครูบุญยงค์ เกตุคง ศิลปินแห่งชาติ ได้แต่งทำนองทางเพลงไว้ ทางร้องได้รับการถ่ายทอดจาก ครูท้วม ประสิทธิ์กุล ศิลปินแห่งชาติ ส่วนบทร้องนำมาจากบทละคร เรื่อง อิเหนา พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๒

บทร้องเพลงสี่บท เถา
    พระนึกคะนึงนางทางประพาส รุกขชาติที่ในสตาหมัน
    พิกุลกรรริการ์สารพัน ดอกหล่นปนอยู่กลางทราย
    สาวหยุดโยธการะย้าย้อย อนุชาพลางค่อยสอยถวาย
    พระทรงทัดตรัสชวนพระน้องชาย มาชมไม้ให้สบายด้วยพี่ยา
    เหลือบเห็นดอกปาหนันสำคัญคิด เหมือนวันที่ลิขิตด้วยนะขา
    เห็นมาลัยไหลลอยในคงคา เหมือนพี่ลอยมาลาให้เทวี
    เล็บนางเหมือนอย่างเล็บน้อง พี่ประคองเนื้อนวลเจ้าข่วนพี่
    เห็นโศกสาขาริมวารี เหมือนทรงโศกโศกีระกำใจ
    บรรดาคณาไม้ทั้งนั้น หลายอย่างต่างพันธ์ล้วนปลูกใหม่
    ผลิดอกออกผลทุกต้นไป ภูวไนยเที่ยวชมสำราญ
    แล้วหยุดนั่งเชิงผาศิลาใหญ่ ภายใต้ร่มพยอมหอมหวาน
    พระพายพัดพาสุมามาลย์ กลิ่นฟุ้งจรุงราญหฤทัย

_________________
Ancientism Anchalee http://www.facebook.com/ancientism.anchalee
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
อัญชลี



เข้าร่วม: 10 Sep 2007
ตอบ: 2118

ตอบตอบเมื่อ: Thu Feb 19, 2009 5:43 pm    เรื่อง: ตอบโดยอ้างข้อความ

พีธีกรในงานนี้ คือ คุณ อานันท์ ( หน่อง ) นาคคง
ขอขอบคุณหอสมุดดนตรีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ และห้องสมุดดนตรีทูลกระหม่อมสิรินธร ที่กรุณาให้รายละเอียด (เป็นดิจิตอล-ไม่ต้องมานั่งพิมพ์เอง ) มา

_________________
Ancientism Anchalee http://www.facebook.com/ancientism.anchalee


แก้ไขล่าสุดโดย อัญชลี เมื่อ Mon Mar 02, 2009 9:52 am, ทั้งหมด 1 ครั้ง
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
{ศิษย์พระปรคนธรรพเทวา}



เข้าร่วม: 07 Apr 2006
ตอบ: 117

ตอบตอบเมื่อ: Thu Feb 19, 2009 5:48 pm    เรื่อง: ... ตอบโดยอ้างข้อความ

สถานที่ที่ประชันอยู่ตรงไหนหรอครับ เเถวไหนอ่ะครับ
_________________
ข้าขอกราบก้มพนมกร
ไหว้ครูมอญที่อยู่ไกลในหงษา
ได้ประดิษฐ์คิดเพลงอันฤๅชา
ดุจสำเนียงภาษาของรามัญ

(สัตถาเทวะมนุษสานังพุทโธภควาติ มะอะอุ)
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว MSN Messenger
อัญชลี



เข้าร่วม: 10 Sep 2007
ตอบ: 2118

ตอบตอบเมื่อ: Thu Feb 19, 2009 9:33 pm    เรื่อง: ตอบโดยอ้างข้อความ

อยู่ในหอสมุดแห่งชาติ ท่าวาสุกรี ถ.สามเสน เขตดุสิต กรุงเทพฯ
แผนที่หอสมุดดนตรีดูที่ http://www.kingramamusic.org/map.htm
แผนที่หอสมุดแห่งชาติดูที่ http://www.nlt.go.th/th_map.htm
แผนผังหอสมุดแห่งชาติดูที่ http://www.nlt.go.th/th_plan.htm
หอสมุดดนตรีอยู่ติดรั้วหอสมุดด้านตลาดเทเวศร์
ถ้าเข้าทางประตูหน้า หอสมุดดนตรีจะอยู่ด้านซ้ายสุด
_________________
Ancientism Anchalee http://www.facebook.com/ancientism.anchalee


แก้ไขล่าสุดโดย อัญชลี เมื่อ Wed Feb 25, 2009 12:45 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
เจ้าดอกปาหนัน



เข้าร่วม: 07 Dec 2006
ตอบ: 78

ตอบตอบเมื่อ: Fri Feb 20, 2009 9:27 am    เรื่อง: ดีจัง.. ตอบโดยอ้างข้อความ

น่าสนใจมากๆเลย ขอบคุณที่บอกข่าว

อย่างนี้ต้องไม่พลาด
_________________
อย่าแสดงความจริงใจเพียงแค่คำพูดหรือลมปาก
แต่จงแสดงด้วยการกระทำ ด้วยหัวใจ
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
อัญชลี



เข้าร่วม: 10 Sep 2007
ตอบ: 2118

ตอบตอบเมื่อ: Wed Feb 25, 2009 1:08 pm    เรื่อง: ตอบโดยอ้างข้อความ


    พอบ่าย ๑๔.๐๐ น. มาที่หอสมุดแห่งชาติ
    มาดูละครเพลงปลุกใจ ของหลวงวิจิตรวาทการ ที่ โรงละครศรีอยุธยา หอวชิรานุสรณ์
    อาคารด้านขวาสุดของหอสมุดแห่งชาติ ด้านติดรั้วท่าวาสุกรี

    พอเวลา ๑๖.๐๐ น.ก็ออกมาชมปี่พาทย์เสภา ที่หอสมุดดนตรีฯ ริมรั้วหอสมุดด้ายซ้าย

    หรือจะย้ายไปดูละครนอกเรื่องสุวรรณหงส์ ที่สังคีตศาลา ก็ลองเลือกดู

เฮ้อ! ทำไมต้องเป็นวันเดียวกันไปหมดนะเนี่ย เวลามีรายการดีๆ แล้วเป็นอย่างนี้อยู่บ่อยๆ

รายการของอ้ำที่เรือนไทย จุฬาฯ ในวันที่ ๖ มี.ค.ก็เป็นวันและเวลาเดียวกันกับรายการ ธรรพวาทิต ที่หอประชุม จุฬาฯ
_________________
Ancientism Anchalee http://www.facebook.com/ancientism.anchalee
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
อัญชลี



เข้าร่วม: 10 Sep 2007
ตอบ: 2118

ตอบตอบเมื่อ: Mon Mar 02, 2009 10:29 am    เรื่อง: ตอบโดยอ้างข้อความ

ขออภัยที่มีรูปเฉพาะช่วงต้นของรายการ เพราะจะไปธุระที่อื่นต่อ จึงมีรูปวงปี่พาทย์อาวุโสเพียงวงเดียว ส่วนรูปวงอื่นคงต้องขอให้คนอื่นที่มีรูปมาโพสท์ต่อให้

ในสูจิบัตรพิมพ์ไว้ว่า ๓. ระนาดทุ้ม อาจารย์เผชิญ กองโชค ๔. ฆ้องวงใหญ่ อาจารย์สาธิต แสงบุญ ๕. ฆ้องวงเล็ก อาจารย์ไพฑูรย์ เฉยเจริญ แต่ในวันแสดงจริง อาจารย์เผชิญ กับอาจารย์ไพฑูรย์ สลับเครื่องมือกันเล่น ฉะนั้นในรูปคนเล่นระนาดทุ้ม คือ อาจารย์ ไพฑูรย์ เฉยเจริญ อดีตผู้เชี่ยวชาญดุริยางค์ไทย(ระดับ๑๐)สำนักการสังคีต ส่วนอาจารย์ เผชิญ ( แชน ) กองโชค ผู้เชี่ยวชาญกลุ่มดุริยางค์ไทย สำนักการสังคีต กรมศิลปากร สลับไปเล่นฆ้องวง

ก่อนเริ่มรายการมีฝนตกลงมา ทำให้การแสดงต้องเลื่อนเวลาไปเล็กน้อย และเปิดแสดงหลังฝนหยุดตก แต่ก็ยังมีผู้ที่ตั้งใจมาดู และปักหลักรอจนกระทั่งฝนหาย ถึงเก้าอี้บางส่วนจะว่างไปบ้าง แต่ก็ยังมีคนมาดูไม่น้อย หากฝนไม่ตกลงมาก่อน เข้าใจว่าคนดูคงจะหนาแน่นทีเดียว

ในงานมีอาหารเลี้ยงด้วย และชักชวนให้ผู้มาชมไปทานด้วย เห็นหลายๆคนไปทานแล้วยังมีขนมใส่ถุงแถมมาให้อีกต่างหาก เป็นที่น่าอิจฉาของคนที่จ้องจะถ่ายรูปแล้วไม่ได้กิน เพราะเป็นห่วงว่าจะไปที่อื่นต่อไม่ทัน............






_________________
Ancientism Anchalee http://www.facebook.com/ancientism.anchalee


แก้ไขล่าสุดโดย อัญชลี เมื่อ Mon Mar 02, 2009 2:40 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
-พระลอนรลักษณ์-



เข้าร่วม: 16 Mar 2008
ตอบ: 116

ตอบตอบเมื่อ: Mon Mar 02, 2009 1:21 pm    เรื่อง: ... ตอบโดยอ้างข้อความ

พี่แมวใส่เสื้อสีชมพูหรือเปล่า...

เมื่อวานอ่ะ...
_________________
สาวจับระบำ...

จับระบำบำเรอ...

ฉไนพระลอราชเธอบ่มิเอื้อนออเออ...

เอาแต่เพ้อฤทัยถอน...

http://talent-ziiit.hi5.com
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว ชมเว็บส่วนตัว MSN Messenger
แสดงเฉพาะข้อความที่ตอบในระยะเวลา:   
สร้างหัวข้อใหม่   ตอบ    Thaikids.com -> เวทีดนตรีไทย ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
หน้า 1 จาก 1

 
ไปที่:  
คุณไม่สามารถสร้างหัวข้อใหม่
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ
คุณไม่สามารถแก้ไขข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลบข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลงคะแนน


SwiftBlue Theme created by BitByBit
Powered by phpBB © 2001, 2002 phpBB Group